[apwp_player]
menu แสดงเมนู
คำตอบในใจ
สุดยอดความประทับใจของปี .. 2562 ที่อยากบันทึกไว้
[molongui_author_name]
ใคร กำหนด เรื่องก่อนหน้า ก  อ  ด  เรื่องถัดไป

สุดยอดความประทับใจของปี พ.ศ. 2562 ที่อยากบันทึกไว้ คือ การได้กลับไปเยือนบ้านเก่าและสนทนากับเพื่อนในมื้อค่ำวันหนึ่งซึ่งทำให้ฉันได้กลับไปทบทวนการเติบโตของเมล็ดพันธุ์ที่เคยได้รับการบ่มเพาะมา วันนั้น คณะผู้ใหญ่ของอารามที่ฉันเคยอาศัยอยู่จัดงานรวมรุ่นศิษย์เก่าเพื่อให้พวกเราได้ไปรวมตัวกัน  ประกอบกับช่วงนั้นใกล้กับวาระที่พระสันตะปาปาฟรังซิสกำลังจะเสด็จมาเยือนประเทศไทย  จึงถือเป็นโอกาสดีที่ฉันได้คืนรังไปหาความทรงจำที่ยังคงอยู่กับฉันมานานนักหนา  

จบงานรวมรุ่น ฉันและเพื่อนอีก 4 คน แยกตัวมาทานมื้อเย็นร่วมกัน สองคนเป็นซิสเตอร์ อีกสามคนเป็นสาววัยใสอายุใกล้หลักสี่ เรื่องที่เราคุยกันคือเรื่องการเตรียมต้อนรับสมเด็จพระสันตะปาปาที่จะเสด็จมาเยือนไทยวันที่ 20-23 พฤศจิกายน 2562  เพื่อนคนที่เป็นนักขับร้องในพิธีบูชาขอบพระคุณที่สนามศุภชลาศัย ต้องมาซ้อมเพลงตามวันที่กำหนด ต้องปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด หากขาดซ้อมเพลงจะถูกตัดสิทธิ์ทันที เธอร้องเพลงเสียง Alto เธอบอกกับเราว่า นับเป็นเกียรติในชีวิตที่ได้มีส่วนร่วมในงานใหญ่ระดับชาติครั้งนี้

ซิสเตอร์อีกคนเป็นผู้ติดต่อประสานงานด้านพิธีการทางศาสนากับหน่วยงานทางวาติกันและหน่วยงานรัฐบางแห่ง  พวกเราได้รับรู้ถึงการเตรียมการรับเสด็จที่เป็นไปอย่างเคร่งครัดตามขั้นตอนที่วาติกัน กำหนด ในเวลาที่กระชั้นชิดเช่นนี้ การเตรียมงานและการประสานงานจำเป็นต้องติดตามกันนาทีต่อนาที อย่างเช่นวันนั้นเธอต้องติดต่อตัดเย็บชุดที่พระสันตะปาปากับเหล่าบาทหลวงต้องใช้ในพิธี  เพราะอารามรับผิดชอบในการตัดเย็บอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้พิธีกรรมทั้งหมด  พวกเราหัวเราะกันเกรียวเมื่อคุยถึงทะเบียนรถ RSV1 เพราะเสียดายแทนนักเสี่ยงโชคทั้งหลายที่อดเอาหมายเลขนี้ตีเป็นหวย 

นอกจากเรื่องนี้พวกเรายังคุยเรื่องชีวิตของกันและกันอีกมากมาย  การทบทวนตัวเองจะไม่เกิดขึ้น หากไม่ได้คุยกับเพื่อนกลุ่มนี้ในวันนั้น ฉันเคยคิดอยากลบประสบการณ์ชีวิตช่วงหนึ่งไป ไม่อยากให้ใครคนอื่นได้รู้จักนัก  ด้วยเหตุผลใดนั้น ฉันก็อธิบายลำบาก

เคยคิดจะบวช ถ้าฉันบอกใครแบบนี้ คำถามอีกมากมายคงตามมา  “ทำไมถึงคิดไปบวช”    “บวชชีเพราะหนีรัก” “แม่ชีคริสต์เป็นอย่างไร” “เป็นซิสเตอร์แล้วแต่งงานได้ไหม  ฯลฯ

เมื่อใจฉันเปลี่ยนไปตามวันเวลา ความคิดอยากออกจากอารามผุดขึ้นมาในหัวหลายครั้ง

อยากออกจากอารามเพราะอยากมีอิสระและอยากไปดูแลแม่กับน้องค่ะฉันบอกซิสเตอร์ผู้ดูแลในช่วงเรียนจบมัธยมปลาย หากแต่ซิสเตอร์ก็ยังไม่อนุมัติในทันที  ท่านให้ฉันกลับมาคิดใหม่  ปกติพวกเราจะต้องเขียนไดอารี่ส่งซิสเตอร์อ่าน  ครั้งหนึ่งฉันบันทึกอะไรสักอย่างซึ่งจำไม่แม่นเสียแล้ว  แต่ที่จำได้และไม่ลืมคือ ซิสเตอร์เขียนตอบกลับมาในไดอารี่ว่าความจริงทำให้เป็นอิสระข้อความนี้เป็นตอนหนึ่งจากพระคัมภีร์ พระวรสารโดยท่านนักบุญยอห์น บทที่ 8 ข้อ 32

ใจฉันยังคงร้อนรุ่มอยากออกจากอารามเป็นระยะๆ  ระหว่างนั้นคำพูดซิสเตอร์ก็ยังคงกระทบใจฉันเป็นระยะ ซิสเตอร์ไม่เห็นใครที่ออกแล้วจะได้อยู่ดูแลพ่อแม่ได้เต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นสักคน”   แต่ใจที่ไม่อยู่แล้วนั้นก็ไม่อาจทัดทานใด ๆ เมื่อผ่านกระบวนการพิจารณาในที่สุดฉันได้รับสิทธิ์นั้น ฉันได้ออกไปใช้ชีวิตของฉันนอกเขตคามของอาราม

ผ่านมาสิบกว่าปี เมื่อใช้ชีวิตมาช่วงหนึ่ง ฉันสงสัยและตั้งคำถามมากมายเกี่ยวกับชีวิตตนเอง บางอย่างเก็บงำไว้ตั้งแต่สมัยเด็กที่ต้องโดนบังคับให้ทำหลายสิ่งตามกฏระเบียบ หนักสุด ฉันเคยตั้งคำถาม

พระเจ้ามีจริงหรือ? ศาสดาในศาสนาไม่มีจริง? พระคัมภีร์คือเรื่องแต่งใช่ไหม? ทำไมต้องเชื่อเรื่องนั้น เชื่อเรื่องนี้ เชื่อในสิ่งที่เรามองไม่เห็น? ถ้าเราใช้ชีวิตโดยไม่มีศาสนาจะเป็นอย่างไร? มนุษย์เกิดมาโดยที่พระเจ้ากำหนดชะตาชีวิตไว้แล้วจริงหรือ?

ฉันเคยลองใช้ชีวิตแบบไม่เชื่ออะไร ใครชวนไปไหนก็ไป ชวนทำอะไรก็ทำ ลองไปใช้ชีวิตร่วมกับคนที่แตกต่างทางความคิดความเชื่อ  อาจเพราะเวลาที่เปลี่ยนไป ประสบการณ์ที่พบเจอหลากหลาย ทำให้ฉันเริ่มคลายข้อสงสัยไปหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิต

มื้อค่ำวันนั้น เราห้าคนคุยเรื่องอดีต สรวลเสเฮฮา จากเรื่องโน้นมาเรื่องนี้ การสนทนาวันนั้นไหลลื่นจนพาเราไปคุยเรื่องการตัดสินใจลาออกจากอาราม  เนื่องจากมีซิสเตอร์สองท่านอยู่ด้วย เราจึงแลกเปลี่ยนความคิดกัน ตอนนั้นที่ออกมันอยู่ไม่ได้จริงๆใจมันร้อนอยู่ไม่ติดใครจะไปอยู่เฉยได้ล่ะมีปัญหาส่วนตัวรุมเร้าซิสเตอร์ทั้งคู่เล่าถึงสิ่งที่อยู่เบื้องลึกการตัดสินใจให้เราฟัง ทำให้ฉันย้อนกลับไปคิดถึงช่วงที่ฉันกำลังจะตัดสินใจลาออกเช่นกัน อดีตชวนฉันให้งัดมันออกมาดูอีกครั้ง เพราะเหตุผลที่ฉันตัดสินใจออกไม่ต่างกัน

ช่วงนั้นเราต้องแกร่งพอที่จะผ่านแบบฝึกหัดอะไรที่ยากในการฝึกตัวเองและผู้ใหญ่จะสอนให้เราเรียนรู้เองลองนึกดูวัยเราฮอร์โมนพลุ่งพล่านต้องมาฝึกนั่งนิ่งสวดภาวนารำพึงถ้าใจไม่นิ่งผ่านยาก ซิสเตอร์ท่านหนึ่งกล่าว  ชีวิตนักบวชเราต้องอยู่กันเป็นหมู่คณะพออยู่ในขั้นเตรียมบวชเข้มข้นคนในรุ่นเหลือน้อยลงแต่ละวันเราต้องฝึกภาวนาสมาธิพอไม่มีเรื่องให้คิดหรือเป็นภาระเรื่องที่จะผุดขึ้นมาให้เป็นเรื่องขัดแย้งกันก็เป็นเรื่องชีวิตกลุ่มจนกลายเรื่องที่เปราะบางต่อการอยู่ร่วมกันเราต้องอยู่กับมันจนกว่าใจนิ่งและสงบเราจึงผ่านบททดสอบทั้งเรื่องชีวิตจิตและเรื่องการอยู่ร่วมกับคนอื่นไปได้อีกท่านสมทบมาถึงตรงนี้ ฉันบอกคนในวงสนทนาไปว่า  น้องคิดถูกแล้วที่ลาออกมาแต่เนิ่นๆแค่ร่วมมิสซาในวัดยังหลับไปเจอแบบพวกพี่ไม่ไหวแน่”  เสียงหัวเราะของพวกเราดังประสานกัน ช่างเป็นบรรยากาศที่แสนอบอุ่น

การสนทนาวันนั้นทำให้ฉันคลายปมในใจที่ฉันไม่ค่อยอยากพูดถึงชีวิตในช่วงที่เคยผ่านรั้วอารามกับคนทั่วไปนัก ฉันทึกทักไปเองว่ามันดูอธิบายยากและซับซ้อน

ขณะที่พบคุณแม่มหาธิการิณี คำกล่าวให้โอวาทบางตอนที่ท่านกล่าวยังสะกิดใจฉันจนตอนนี้ 

เราที่เคยผ่านการใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้ล้วนต่างได้รับการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์จากที่นี่ไปการได้มาพบกันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่เราจะได้กลับมายังจุดเริ่มต้นเมล็ดพันธุ์ที่เราเคยได้รับการปลูกฝังจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกวันนี้”  ฉันเคยได้รับการอบรมหล่อหลอมจากที่นี่มา หลายสิ่งในตัวฉันที่ได้รับการปลูกฝังจากที่นี่ล้วนนำมาสู่พื้นฐานการใช้ชีวิต และการต่อยอดด้านวิชาชีพอยู่มากมาย 

เคยคิดจะเป็นนักบวชแต่ไม่ได้บวช  ฉันพบประโยคนี้จากประวัติคอลัมนิสต์คนหนึ่งของ The cloud ที่เขียนแนะนำตอนท้ายบทความที่เขาเขียนเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนา ประโยคนี้กระทบใจฉัน ทำไมฉันไม่กล้าเขียนหรือแสดงตนแบบนี้บ้าง

ไม่น่าเชื่อ คนอย่างฉันยืนสอนนักศึกษาไม่หยุดได้เป็นชั่วโมง พอต้องมาพูดเรื่องราวของตัวเองในอดีตให้คนหลายคนฟัง ฉันกลับพูดไม่ค่อยได้ ติดขัด พูดไปหยุดไป หน่วงในใจ เมื่อระยะหลังฉันลองพูดออกมาบ้าง  หลายครั้งเข้าฉันค่อย ๆ ได้คำตอบแท้จริงในใจ อดีตที่ฉันอยากปล่อยผ่านลืมไป มันไม่ได้หนีไปไหน มันยังคงอยู่ในใจตลอดมา ยิ่งอยากลืมกลับจำได้ดี ความรู้สึกอยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ มันเป็นเช่นนี้เอง 

เมื่อฉันยอมรับเรื่องที่อยากลืมได้ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นมาก คำพูดของซิสเตอร์ ไม่มีใครลาออกไปแล้วได้ดูแลพ่อแม่ 100%” เหมือนเป็นคำทำนายอนาคต เพราะฉันเคยกลับไปอยู่กับแม่และครอบครัว แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็มีเหตุให้ต้องออกมาท่องยุทธภพทำมาหากินยืนด้วยลำแข้งตัวเอง  คำเขียนตอบกลับในไดอารี่ของซิสเตอร์ผุดขึ้นมาอีกครั้ง ความจริงทำให้เป็นอิสระ มาถึงวันนี้ฉันเข้าใจแล้ว ว่า แค่ยอมรับว่าในอดีตฉันเคยผ่านอะไรมา เมื่อตระหนักรู้ถึงความจริงที่เคยผ่านมาในชีวิต เมื่อนั้นฉันจะพบอิสระที่แท้จริง

ทำไมในยามที่ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันไม่คิดได้แบบนี้ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่คิดเปลี่ยนทางเดินชีวิต ไม่อย่างนั้นฉันคงได้ใส่เครื่องแบบนักบวชเหมือนซิสเตอร์สองท่านที่นั่งตรงหน้านี้แล้ว

คืนนั้นฉันมีความสุข อะไรที่เคยค้างคาในใจเริ่มหลุดร่อนเป็นตะกอนออกมาให้มองเห็นเป็นร่องรอยที่ดีงามของชีวิต คำตอบที่เคยถามถึงอิสระในชีวิตคืออะไร คลี่คลายออกมาได้ในคืนนั้นนั่นเอง.


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up