[apwp_player]
menu แสดงเมนู
     
แม่กลัวตายมั้ยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันแอบถามตอนแม่เผลอ
[molongui_author_name]
คำตอบในใจ เรื่องก่อนหน้า “วอนฟ้า” เรื่องถัดไป

แม่กลัวตายมั้ย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันแอบถามตอนแม่เผลอ 

ฉันชอบหาจังหวะถามในเวลาที่แม่นั่งฟังฉันเล่าอะไรเพลิน ๆ แล้วตั้งคำถาม  จนมันกลายเป็นคำทักทายกันในทุกครั้งที่กลับมาบ้าน มาหาแม่

แม่เป็นคนพูดน้อยถึงน้อยที่สุด ถ้าไม่ใช่คำถามที่ต้องตัดสินใจ แม่จะส่งยิ้มแทนคำตอบ ไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้ เอาหรือไม่เอา แล้วถ้าจำเป็นต้องปฏิเสธจริงๆ แม่ก็แค่ร้อง อึ้ย! 

เรื่องเดียวที่แม่จะพูดได้เป็นเรื่องราว น่าจะเป็นเรื่องเล่าถึงพ่อ 

ฉันชอบฟังแม่พูดถึงพ่อ มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนฉันกลับถึงบ้านแล้ว กลับมาเป็นลูกของแม่อีกครั้ง

”แม่เจอเตี่ยได้ไง” 

เตี่ยเค้ามาบนหลวงพ่อศักสิทธิ์ที่หนองตาโล่กับเพื่อนๆขอให้ไม่ติดทหาร

รอยยิ้มเขิน ๆ พร้อมน้ำเสียงกังวานใส

แม่บอกว่า “วันนั้นเตี่ยมากับเพื่อนสี่ห้าคน พอไหว้พระเสร็จก็เข้ามาเที่ยววัดระโสม” 

“มาส่องสาว” แม่อมยิ้มแล้วพูดต่อ

พ่อฉันเป็นหนุ่มบางกอก เป็นช่างไม้ ส่วนแม่เป็นสาวเมืองม้าภาชี ที่เติบโตมากับเถียงนาปลูกข้าว แล้วก็คอยเป็นลูกมือสับฟืน หาบน้ำ ล้างขวดเปล่าเอาไว้กลั่นเหล้าข้าวเหนียวที่ลักลอบขายกันเองในหมู่บ้าน 

ถ้าดูจากรูปเก่าของพ่อ พ่อฉันเป็นหนุ่มเชื้อสายจีนหน้าตาหล่อเหลา มีความเป็นคนบางกอกยุค’60 เท่เตะตาอยู่ไม่น้อยเลย

แม่เล่าว่า วันนั้นพ่อใส่เสื้อโปโลลายสก๊อตต์ เก็บปลายเข้าในกางเกงขาบาน รองเท้าหนังสีดำขัดมัน  ไว้ผมแสกไปทางซ้าย ใส่แว่นตาแฟชั่นสีดำสนิท  

หลังจากได้เจอแม่ในวันนั้น พ่อก็เลยได้แวะเวียนมาเที่ยวหาอยู่บ่อย ๆ พ่อไปมาหาสู่นานเป็นปี กว่าตากับยายของฉันจะอนุญาตให้ออกเรือนได้

ฉันเป็นพี่สาวคนโต 

เป็นลูกคนที่สองในจำนวนหกคน 

พี่น้องทุกคนยังอยู่ในรั้วบ้านเดียวกันกับแม่ มีฉันคนเดียวที่เป็นเหมือนจะเป็นแกะดำของครอบครัว ออกไปโตอยู่บ้านเพื่อน

ความผูกพันระหว่างฉันกับที่บ้านมักจะส่งผ่านทางเงินเดือน หรือไม่ก็เพียงบางครั้งบางคราวที่จะชวนกันออกไปกินข้าวนอกบ้าน

แม่กลัวตายมั้ย”

ในสถานการณ์เช่นทุกวันนี้มันอาจเป็นคำถามธรรมดาไปเสียแล้ว  แต่กว่าจะตั้งคำถามแบบนี้กับแม่ของตนเองได้  ฉันต้องรวบรวมความกล้าอย่างหนึ่งทีเดียว 

ผู้หญิงอายุแปดสิบสอง เดินเหินได้ด้วยยาลดความดันกับยาลดไขมันในเลือดมานานปี  ผู้หญิงที่ไม่เหลือความต้องการใดๆ ให้กับตัวเองนอกจากความอยากเจอลูกทุกคนอยู่พร้อมหน้ากัน ได้ตั้งวงเล่นไพ่ผสมสิบพร้อมกับส่งเสียงโหวกโวย หัวเราะลั่นไปด้วยกัน 

ครั้งแรกที่ถูกถามว่ากลัวตายมั้ย แม่แค่ตอบยิ้ม ๆ ว่า  “ไม่กลัวตาย แต่กลัวเจ็บ” ฉันให้ในคำตอบของแม่

รอยยิ้มของแม่ที่บอกว่าไม่กลัวตาย ไม่ได้ออกมาจากความท้าทาย หรือจากความกดดันใดๆ 

แต่เป็นน้ำเสียงที่เรียบ นุ่ม ส่งทอดมากับสายตาของความอ่อนน้อมถ่อมตนของเจ้าของคำตอบ

หัวใจคนเป็นลูกอย่างฉัน เบิกบานขึ้นมาทันทีที่ได้ยินว่าแม่ ‘ไม่กลัวตาย

แม่ไม่ต้องกลัวเจ็บนะ  เพราะมันเจ็บแน่นอน”  ฉันยังเล่นบทโหดต่อไป 

“เพราะฉะนั้นแม่ต้องดูแลตัวเองทั้งเรื่องกิน กับการขยับตัวไปมาตอนที่ยังทำได้ แม่จะได้ไม่ถูกจำกัดการเคลื่อนไหว หรืออย่างน้อยก็ช่วยให้เจ็บน้อยลง” 

แม่เงียบ   ไม่มีรอยยิ้ม

 “เจ๊หมวยออกกำลังกายแทนแม่ไม่ได้นะ ถ้าแม่ไม่ดูแลตัวเองตอนที่ยังทำได้ ข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวของแม่ก็ยิ่งน้อยลงไปทุกวัน พอถึงตอนนั้น ต่อให้เจ๊หมวยมีเงินมากพอที่จะหารถเข็นอย่างดีมาพาแม่ไปเที่ยวในที่ที่แม่อยากไป หรือหาของกินที่แม่อยากกิน แม่ก็จะไม่พอใจเท่ากับการได้เข้าครัว หรือไปไหนมาไหนด้วยขาของแม่เองนะ”  ฉันรุกต่อ

แม่ยิ้มที่มุมปาก 

แน่นอนไม่ใช่รอยยิ้มชื่นบาน แต่เป็นรอยยิ้มของเด็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าเกเร ไม่ยอมทำการบ้าน  

ก่อนจากกัน ฉันขึ้นไปจุดธูปไหว้เตี่ย แล้วลงมากอดลาแม่เหมือนเคย

ฉันกอดแม่ไม่อยากปล่อย

ระหว่างเราสองคน

ใครกันแน่ที่อาจจะไม่มีพรุ่งนี้ 

กฏธรรมชาติอันนี้ฉันรู้ซึ้งดี

แม่แม่ฟังนะ

พอถึงเวลาที่แม่เริ่มเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างเดิมแล้วก็ไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหนเจ๊หมวยจะมาอยู่กับแม่แล้วแม่อย่าได้คิดว่าแม่เป็นภาระนะเพราะเจ๊หมวยไม่ได้ทำเพราะ..จำเป็นต้องทำแต่เจ๊หมวยทำเพราะ..อยากทำ” 

แม่ยิ้มตารื้น ยอมรับ

ถึงแม้รอยยิ้มที่แม่ส่งมาให้ มันจะไม่ได้ลดความกลัว ว่าฉันจะต้องเสียแม่ไป 

แต่อย่างน้อยเราก็เข้าใจตรงกันว่า ถ้าเหตุการณ์มันกระทันหันจนไม่มีโอกาสได้ทำอย่างที่ฉันตั้งใจไว้ ด้วยเหตุของความห่างไกล หรืออุปสรรคที่คาดเดาไม่ได้อย่างอื่น ฉันก็อยากให้แม่รู้ไว้ว่า ตอนนี้เราได้สั่งเสียร่ำลากันเรียบร้อยแล้ว

ถึงตอนนี้

ฉันคิดว่าแม่คงไม่กลัวตายแล้ว

คงมีแต่ฉันที่กลัวแม่ตาย


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up