[apwp_player]
menu แสดงเมนู
อีป้อ
เมื่อยังเล็กฉันติดอีป้อมาก ก่อนหลับต้องได้จับมือไว้เสมอ
[molongui_author_name]
'ล้มลุก' เรื่องก่อนหน้า Re-Search เรื่องถัดไป

ปี๋นี่  อีป้ออายุ 72 ปี๋แล้วหนา  

เมื่อ 72 ปีที่แล้ว อีป้อเกิดมาเป็นลูกคนที่ 3 จากพี่น้องทั้งหมด 6 คน เป็นลูกชายคนแรกในจำนวน 2 คนของปู่กับย่า ด้วยหลายเหตุผลในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลจากระบบการศึกษาที่จำกัดอยู่เพียงพื้นที่ในตัวเมือง ยังไม่ขยายออกไปสู่พื้นที่ห่างไกล  หรือเหตุผลจากจำนวนลูกที่มากเกินฐานะของปู่กับย่า ส่งผลให้อีป้อไม่เคยเข้าโรงเรียน ไม่เคยมีโอกาสสัมผัสประสบการณ์การ การเป็นนักเรียน อีป้ออ่านเขียนไม่ออก เพราะต้องเสียสละให้น้องชายคนเล็กได้รับการศึกษาเพียงคนเดียวจากพี่น้องทั้งหมดหกคน

อย่างที่บอกไว้แล้ว ปู่กับย่ามีลูกมากเกินกว่าฐานะ เมื่อลูกๆ ย่างเข้าสู่วัยรุ่นจนสามารถดูแลตัวเองได้ ปู่กับย่าก็ส่งพ่อให้ไปอยู่กับญาติคนที่มีฐานะดีกว่าตนเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว  เมื่อต้องไปอยู่กับคนอื่น อีป้อต้องการทำการงานมากมายทั้ง ทำนา ทำไร่ เข้าป่าตัดไม้  ทำทุกอย่างตามคำสั่งเพื่อแลกกับที่อยู่ อาหาร และค่าตอบแทนเล็กน้อยจากญาติที่รับอุปการะอีป้อ

      หลายสิบปีในช่วงชีวิตของอีป้อ เปิ้นเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อย ตามแต่ญาติคนไหนจะเรียกใช้งาน อีป้อไม่เคยมีบ้าน ไม่เคยมีที่ทำกิน ไม่เคยมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่เรียกได้เต็มปากว่าเป็นสมบัติของตน ครั้นอายุล่วงเข้าวัยใกล้เลขสาม อีป้อมาพบกับแม่ซึ่งเป็นลูกสาวเจ้าของนาที่ว่าจ้างอีป้อให้มาช่วยงาน  กว่าจะถึงเวลาลงหลักปักฐาน อีป้อก็ใช้เวลาไปกับการทำงานให้คนอื่นยาวนานกว่าครึ่งชีวิต

      เมื่อยังเล็กฉันติดอีป้อมาก ก่อนหลับต้องได้จับมือไว้เสมอเพราะกลัวว่าพ่อจะหนีไปตอนฉันหลับตา หากลืมตาตื่นมาไม่เห็นพ่อนอนอยู่ข้างๆ เป็นต้องเรียกหาเสียงหลง  ฉันติดสอยห้อยตามพ่อไปทุกที่  ไม่ว่าจะไปทำนา ทำสวนผัก ทำไร่ข้าวโพด ปลูกกระเทียม  พ่อเป็นไอดอล พ่อเป็นฮีโร่  อีป้อเป็นคนที่ฉันชื่นชมบูชามากเหลือเกิน

      เมื่อเข้าเรียนมัธยม ฉันเริ่มห่างจากอกพ่อ เริ่มสนิทกับแม่แทน เมื่อความไร้เดียงสาที่ฉันเคยมีเริ่มเลือนลางห่างหายไปเรื่อย ๆ ตามวัย ความคิดอ่านที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จากหลายปัจจัย ทำให้ฉันค่อยๆ คลายศรัทธาในตัวพ่อ  ฉันไม่เห็นว่าพ่อทำงานหนัก ไม่รู้สึกว่าพ่อเหนื่อยขนาดไหน ไม่เห็นอย่างที่เคยเห็น ไม่รู้สึกอย่างที่เคยรู้สึก  ชายสูงวัย ขี้เมา พูดจาไม่รู้เรื่อง โวยวายเรื่องนั้นไปต่อเรื่องนี้ไม่เป็นสาระ  ไม่หลับไม่นอน ฯลฯ นั่นคือสิ่งที่ฉันเห็นตรงหน้า  พ่อกลายเป็นอุปสรรคในชีวิต นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้สึก

      ยิ่งเมื่อเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ความห่างเหินนั้นยิ่งขยายวงออกไปเรื่อยๆ ฉันเลือกจะคุยโทรศัพท์กับแม่เพื่อยึดโยงสายใยครอบครัว  ฉันไม่ถามไถ่ถึง อีป้อ อีกต่อไป

      พ่อยังคงทำงานหนัก ปลูกข้าว ปลูกผัก ปลูกกระเทียม ขาย ส่งเงินไปให้เป็นค่าเล่าเรียนแก่ลูกสาวที่เรียกพ่อว่าผู้ชายขี้เมา  แล้วลูกสาวพ่อก็เอาเงินจากหยาดเหงื่อแรงงานของชายขี้เมาคนนั้น ไปเป็นค่าเหล้า เมาหัวราน้ำแทบทุกวัน

     ในวัยยี่สิบต้นๆ ความคิดฉันยิ่งซับซ้อน ฉันมองไม่เห็นความเหมือนกันระหว่างเรา พ่อยังคงเป็นคนขี้เมา  ส่วนฉันคือปัญญาชนซดเหล้าเพื่อเข้าสังคม 

      แม้เมื่อเรียนจบกลับมาทำการงานเพื่อเลี้ยงชีพ  ฉันยังคงคิดว่าพ่อช่าง…น่าชังนัก  ยังเอาแต่กินเหล้า นั่นยิ่งทำให้ฉันเห็นแต่ความน่าชังในตัวพ่อ  จนไม่สามารถมองเห็นภาพซ้อนของพ่อในตัวตนของฉันเอง  ฉันมองไม่เห็นหรอกว่าฉันเองก็  ขี้เมา และแสดงความน่าชังออกมาทุกครั้งที่กินเหล้า เหมือนพ่อ 

      เมื่อฉันย้ายกลับมาจากเมืองหลวง หลังไปทำงานห่างบ้านอยู่หลายปี   ฉันกลับมามีวิถีชีวิตประสาคนบ้านนอก  ทุกเช้าก่อนออกไปทำงาน ฉันได้กินข้าวเช้าพร้อมพ่อ    และ….ฉันเริ่มสังเกตุเห็นริ้วรอยแห่งความชราที่ชัดเจน ด้วยสีผม   ด้วยคำถามซ้ำ ๆ  อะไรนะ อะไรนะ  อะไรนะ ทั้งที่ฉันเองก็พูดด้วยเสียงดังแล้ว ไหนจะแว่นสายตาที่เจ้าของถามหาวันละหลายรอบเพราะจำไม่ได้แล้วว่าวางไว้ตรงส่วนไหนของบ้าน  มืออันสั่นเทาขณะถือแก้วน้ำชาเนื่องจากการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อตามวัย  

     ในวัยสามสิบต้นๆ  ฉันว่า ฉันผ่านอะไรมาแล้วไม่น้อย จากประสบการณ์ ในชีวิต ทำให้ความคิดในสมองของฉันมันซับซ้อนเพิ่มขึ้นไปอีก มันซับซ้อนแต่มันเป็นระเบียบมากขึ้น วันนี้ฉันจึงมองเห็น ความเหมือนกันมากในตัวฉันกับพ่อ ฉันเห็นเงาของพ่อผ่านนิสัยน่าชิงชัง ทั้งขี้หงุดหงิด โกรธง่าย อารมณ์ร้อน และขี้เมา ของตัวฉันเอง

      พ่อเป็นกระจกสะท้อนให้ฉันมองเห็นตัวเองในวันที่อายุมากขึ้น ฉันเห็นชัดและรู้ดีว่านิสัยแบบนี้ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอย่างไร ฉันจึงกำลังพยายามปรับปรุงพฤติกรรมน่าชังเหล่านี้ของฉันไม่ให้มาเพิ่มปัญหาให้กับคนรอบตัว แต่กับอีป้อมันคงยากเกินกำลังฉัน มันคงไม่เหมาะควรนักที่ลูกสาวอย่างฉันต้องว่ากล่าวตักเตือนให้พ่อทำแบบนั้น แบบนี้  ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ หากต้องบอกพ่อซ้ำๆ ว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ สิ่งไหนควร สิ่งไหนไม่ควร

       เดี๋ยวนี้ ฉันไม่ได้โกรธ เกลียด ชิงชัง พ่ออย่างที่เคยรู้สึกมานาน ความรู้สึกฉันเปลี่ยนไป  ฉันเริ่มเข้าใจ เริ่มตระหนักว่า พ่อฉันก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ผู้ซึ่งมีทั้งความน่ารัก ความน่าชัง เหมือนกันกับที่ฉันมี  

ส่วนเรื่องดื่มจัดของพ่อยังคงมีให้เห็นเป็นบางวัน แต่ฉันไม่ได้เกรี้ยวกราดอะไรกับพ่อ  ความรู้สึกไม่ชอบใจของฉันมันเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวล  

ฉันกำลังกังวลว่า  

อีป้อของฉัน  ชายชราอายุ 72  ที่ยังคงเมาเหมือนชายหนุ่มอายุ 22  

อีป้อจะเหลือเวลาอยู่กับฉันได้อีกนานเท่าไหร่กันหนอ? 

หมายเหตุ : อีป้อ เป็นคำเรียกขานพ่อในภาษาเหนือ


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up