{"playlist":[{"title":"\u0e2b\u0e49\u0e2d\u0e07\u0e1e\u0e34\u0e40\u0e28\u0e29","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-001-\u0e2b\u0e49\u0e2d\u0e07\u0e1e\u0e34\u0e40\u0e28\u0e29.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1581399726386-63d45c1b2d20-1024x706.jpeg","duration":"21:49","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e40\u0e1e\u0e23\u0e32\u0e30\u0e23\u0e31\u0e01\u0e08\u0e36\u0e07\u0e21\u0e32\u0e2b\u0e32","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-009-\u0e40\u0e1e\u0e23\u0e32\u0e30\u0e23\u0e31\u0e01\u0e08\u0e36\u0e07\u0e21\u0e32\u0e2b\u0e32.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1518558997970-4ddc236affcd-938x1024.jpeg","duration":"12:03","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e2b\u0e32\u0e22 , \u0e04\u0e33\u0e2a\u0e32\u0e23\u0e20\u0e32\u0e1e\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e04\u0e19\u0e02\u0e35\u0e49\u0e02\u0e42\u0e21\u0e22","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-008-\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e04\u0e33\u0e2a\u0e32\u0e23\u0e20\u0e32\u0e1e\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e04\u0e19\u0e02\u0e35\u0e49\u0e02\u0e42\u0e21\u0e22.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1537713873666-f00791130d05-1024x683.jpeg","duration":"22:02","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e1e\u0e35\u0e48\u0e0a\u0e32\u0e22\u0e41\u0e2a\u0e19\u0e14\u0e35\u0e17\u0e35\u0e48\u0e44\u0e21\u0e48\u0e23\u0e39\u0e49\u0e08\u0e31\u0e01","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-007-\u0e1e\u0e35\u0e48\u0e0a\u0e32\u0e22\u0e41\u0e2a\u0e19\u0e14\u0e35\u0e17\u0e35\u0e48\u0e44\u0e21\u0e48\u0e23\u0e39\u0e49\u0e08\u0e31\u0e01.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1547667498-5b9ede99b99a-1024x768.jpeg","duration":"9:15","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e40\u0e2b\u0e47\u0e14\u0e04\u0e31\u0e19\u0e17\u0e32\u0e40\u0e23\u0e25","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-006-\u0e40\u0e2b\u0e47\u0e14\u0e04\u0e31\u0e19\u0e17\u0e32\u0e40\u0e23\u0e25.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1501169823221-212bdeaf8556-1024x683.jpeg","duration":"12:41","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e02\u0e19\u0e21\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e22\u0e48\u0e32","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-005-\u0e02\u0e19\u0e21\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e22\u0e48\u0e32.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1510379558726-265c7a7b8c19-1024x819.jpeg","duration":"16:56","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e06\u0e48\u0e32\u0e2b\u0e31\u0e48\u0e19\u0e28\u0e1e","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-004-\u0e06\u0e48\u0e32\u0e2b\u0e31\u0e48\u0e19\u0e28\u0e1e.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1571065497914-38c5d3cde715-1024x683.jpeg","duration":"49:22","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e08\u0e32\u0e01\u0e40\u0e14\u0e47\u0e01\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19 \u0e2a\u0e39\u0e48\u0e2a\u0e31\u0e07\u0e40\u0e27\u0e35\u0e22\u0e19\u0e40\u0e2b\u0e25\u0e47\u0e01","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-003-\u0e08\u0e32\u0e01\u0e40\u0e14\u0e47\u0e01\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19-\u0e2a\u0e39\u0e48\u0e2a\u0e31\u0e07\u0e40\u0e27\u0e35\u0e22\u0e19\u0e40\u0e2b\u0e25\u0e47\u0e01.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1552072092-7f9b8d63efcb-1024x683.jpeg","duration":"59:49","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e04\u0e19\u0e17\u0e35\u0e48\u0e1a\u0e49\u0e32\u0e19\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e44\u0e1b\u0e44\u0e2b\u0e19\u0e2b\u0e19\u0e36\u0e48\u0e07\u0e04\u0e19","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-002-\u0e04\u0e19\u0e17\u0e35\u0e48\u0e1a\u0e49\u0e32\u0e19\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e44\u0e1b\u0e44\u0e2b\u0e19\u0e2b\u0e19\u0e36\u0e48\u0e07\u0e04\u0e19.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1510133768164-a8f7e4d4e3dc-1024x683.jpeg","duration":"13:06","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e23\u0e2d\u0e22\u0e25\u0e30\u0e21\u0e38\u0e19","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-010-\u0e23\u0e2d\u0e22\u0e25\u0e30\u0e21\u0e38\u0e19.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/claudio-schwarz-purzlbaum-k39RGHmLoV8-unsplash-1024x683.jpg","duration":"21.49","playlistid":"playlistid-1"}]}
menu แสดงเมนู
คนไร้ค่า
แบนมันมีความหลงตัวเองเหมือนกับคนอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป และบางครั้งออกจะเกินเลยไปด้วยซ้ำ 
ชาติ กอบจิตติ
อีป้อ เรื่องก่อนหน้า มือพ่อ พลิกชะตาฟ้า เรื่องถัดไป

แบนมันมีความหลงตัวเองเหมือนกับคนอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป และบางครั้งออกจะเกินเลยไปด้วยซ้ำ 

แต่แบนมันไม่ยอมรับหรอกว่ามันเป็นคนหลงตัวเอง มันเรียกของมันว่า ‘ความภูมิใจ’

ความภูมิใจในตัวที่มันมีเหนือสิ่งอื่นใดมากที่สุดก็คือเส้นลายมือของมันมีเส้นสมองยาวเหนือกว่าใคร ๆ ซึ่งมันเคยขอเทียบดู มันมักจะเที่ยวได้แบมืออวดใครต่อใครเสมอว่าเส้นสมองของมันยาวพาดตกลงมาถึงสันมือ บ่อยครั้งที่แบนพยายามห่อมือเพื่อให้เส้นสมองยาวเพิ่มขึ้นอีก 

ถ้ามันอยู่คนเดียวมันจะเพ่งมองนาน ๆ และยิ้มออกมาอย่างมีความสุข มันรู้ตัวของมันดีว่ามันน่ะฉลาดกว่าใคร ๆ

ก็คราวหนึ่งล่ะที่พระหมอดูเคยได้เห็นเส้นนี้บนฝ่ามือของแบน แกถึงกับออกปากพูดกับมัน 

“เอ็งนี่ไม่ใช่คนธรรมดาเสียแล้ว เอ็งมันอัจฉริยะทีเดียว แต่ถ้าจะให้ดีต้องทำงานเกี่ยวกับทางศิลป์ ๆ” พระหมอดูยังทำนายต่ออีกว่ามันจะได้เมียเมื่ออายุยี่สิบห้า (แต่แบนจะเลือกเล่าเรื่องเนื้อคู่ให้เฉพาะคนบางคนฟัง ส่วนเรื่องที่ว่ามันเป็นอัจฉริยะนั้นมันจะเล่าให้ฟังทุกคน) พระองค์นั้นจะมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่แบนมันมักจะกล่าวถึงพร้อมกับหงายฝ่ามือให้คนดูอยู่บ่อย ๆ เป็นของคู่กันเหมือนกับว่าเหรียญจะต้องมีด้านหัวและด้านก้อย

ชีวิตแต่หนหลังของมันเหมือนนิยายโกหก แต่จะจริงหรือโกหกนั้นไม่มีใครสืบสาวได้ เพราะเรื่องทั้งหมดออกมาจากปากมันเพียงฝ่ายเดียว แต่ก็ไม่มีใครอยากจะสืบสาวซักไซ้เท่าใดนัก เพราะประโยชน์จริง ๆ จากตัวมันไม่ได้อยู่ที่ประวัติหรือเส้นสมองบนฝ่ามือของมัน ประโยชน์ที่แท้จริงอยู่ที่มันเป็นคนใช้ง่ายในทุก ๆ งาน ขออย่างเดียวอย่าว่ามันโง่ก็แล้วกัน และถ้าชมว่าฉลาด หรือจะให้ดีก็ต้องยอมให้มันออกความเห็นในเรื่องศิลปะบ้าง แล้วทำแกล้งสนใจฟัง แบนมันแทบจะยอมถวายหัวเป็นวัวควายให้ใช้เลยทีเดียว

คนที่รู้ว่าเรื่องที่แบนเล่าจริงหรือเท็จ มีอยู่เพียงคนเดียวซึ่งแบนมันขอตามมาด้วยจากต่างจังหวัด เพราะเพื่อนคนนั้นจะเข้ามาเรียนศิลปะที่วิทยาลัยในกรุงเทพฯ เป็นทางเดียวที่แบนจะได้มาเกี่ยวข้องกับศิลปะมันจึงขอตามมา หลังจากที่เพื่อนเรียนจบแล้วได้งานได้การทำก็หายไปจากวงการศิลปะ

แต่แบนมันคงอยู่ มันชอบศิลปะ มันชื่นชอบศิลปินและท้ายสุดมันคิดว่าวมันเป็นอัจฉริยะ ควรจะร่วมคลุกคลีกับพวกอัจฉริยะด้วยกัน

เรื่องประวัติของมันนี่ล่ะ ครั้งหนึ่งเคยเกือบทำให้มันต้องแบนสมกับชื่อ เมื่อครั้งที่ยังมีกลุ่มศิลปินการเมืองอยู่ ด้วยความเป็นคนอยากมีส่วนกับศิลปะ อยากจะช่วยศิลปิน แม้ว่าเป็นคนหยิบสีหยิบพู่กันให้ ปัดกวาดเช็ดถูพื้น ปูที่หลับปัดที่นอนให้ก็ยังดี ขอให้ได้มีส่วนร่วมด้วยเถอะ มันไม่ได้มีความคิดทางด้านการเมืองหรือนิยมชมชอบการปกครองชนิดหนึ่งชนิดใด เพียงแต่อยากเข้าไปขลุกกับพวกทำงานศิลปะเท่านั้น มันไปกินไปนอนร่วมอยู่หลายวัน เป็นความสุขของมัน แม้ว่ามันจะวาดรูปไม่เป็นก็ตาม แล้วจู่ ๆ มันก็หายไปสองวัน กลับมาด้วยเงินฟ่อนเบ้อเริ่มเฉียด ๆ หมื่น 

แบนมันว่า “ศิลปินอย่างพวกเรามันไส้แห้ง ต้องมีเงินมาอุดหนุน” ท่าทางของมันตอนนั้นเขื่อง ๆ เหมือนกับเป็นหัวหน้ากลุ่ม แต่การณ์กลับเป็นว่ามันถูกสอบสวนด้วยพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ 

แบนมันไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าไอ้คำภาษาอังกฤษ ซี.ไอ.เอ. เค.จี.บี. หรือแม้แต่สายจีนนั้นแปลว่าอะไร ทำไมจึงต้องมีสายแล้วมาเกี่ยวอะไรกับศิลปะที่มันชอบด้วย

“กูเอามาจากบ้าน อีแม่เลี้ยงกูมันบอกงวดสุดท้ายแล้ว มันไม่อยากเห็นหน้ากูอีก แต่ถ้าไม่เชื่อ พรุ่งนี้ไปให้มันดูหน้ากูอีกหนก็ได้” แต่ครั้นวันรุ่งขึ้น ก็ไม่มีใครไปกับมัน ฉะนั้นประวัติช่วงนี้จึงเคลือบแคลงกันอยู่ 

แบนไม่เคยห่างจากวงการศิลปะ มันมีความเชื่ออย่างที่พระหมอดูเคยบอก ไม่ว่าศิลปินคนใดจะเปิดงานแสดงที่ไหนจะต้องเจอมัน บางครั้งก็อยู่แถวหลังสุด ยืนเอามือกุมเป้ากางเกงอย่างนอบน้อมตอนฟังเขากล่าวเปิดงาน หรือไม่ก็เดินแจกน้ำให้แขกเหรื่อที่มาในงาน บางทีแบกเก้าอี้มาเรียงรอรับแขกก่อนเปิดงาน ช่วยแขวนรูปเขียน แบกปะติมากรรม ฯลฯ แล้วแต่เขาจะอยากใช้มัน

เคยมีคนเห็นมันเดินถือหนังสือหรือสมุดของมหาวิทยาลัยศิลปากรหรือไม่ก็ของวิทยาลัยเพาะช่าง หรือบางทีก็ของวิทยาลัยช่างศิลป์ ทั้ง ๆ ที่มันไม่เคยได้เรียนสถาบันเหล่านี้เลย แบนเข้านอกออกในสถานศึกษาบางแห่งได้คล่องแคล่วราวกับว่าทำงานหรือศึกษาอยู่ในสถานแห่งนั้น ไม่มีใครรังเกียจมัน เพราะมันเป็นแรงงานให้ทุกคนเก็บเกี่ยวได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ทุกครั้งที่มีการพูดคุย อภิปราย ถกเถียงถึงเรื่องศิลปะไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ หรือตระกูลทางศิลปะอิมเพรส เอ๊กซเพรส คิวบิส แอบสแตรค หรือ ฯลฯ แบนมันจะเงี่ยหูฟังแทบไม่หายใจ นี่แหละเรื่องอย่างนี้แหละ ที่อัจฉริยะอย่างมันจะต้องรู้ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ บางที่เมื่อมันคันปากขึ้นมาก็เสนอความคิดออกมาบ้างเพื่อขยับฐานะการรับรู้ของมันให้เทียบเท่าบุคคล

ในวงสนทนา ถ้าครึ้ม ๆ ก็เดาะภาษาอังกฤษพลางทำท่าทางขึงขังเช่น “คอมโป๊ดรูปนี้ยังไม่ลงตัว” หรือ “มันยังไม่เปอเฝ็ก” คนที่คุ้น ๆ กันไม่มีใครถือสา แบนมันจึงย่ามใจ

เมื่อไปดูงานศิลปะของพวกนักศึกษาตามสถาบันต่าง ๆ แบนจะไปในมาดของศิลปินเต็มตัว แต่งตัวมอซอให้กลมกลืนกับผมหยิกยาว เดินเนิบ ๆ อย่างสุขุม เอามือไขว้หลัง หยุดดูรูปแต่ละรูปนาน ๆ แทบว่าจะนับเม็ดผิวผ้าใบทุกเม็ดก็ว่าได้ ถ้าบังเอิญมีคนยืนดูรูปเดียวอยู่กับมัน แบนก็จะบ่นออกมาดัง ๆ “ไอเดียดี…เสียดายฝีมือเพ้นยังไม่ถึง” พร้อมกับส่ายหัวส่งเสียงจิ๊จ๊ะอย่างเสียดายจริง ๆ 

เรียกสายตาของคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ให้หันมองมา แต่แบนทำเป็นไม่สนใจ หรือถ้ามีคนชวนมันคุยในขณะที่ยืนดูรูปเขียน แบนก็จะพูดภาษาไทยปนอังกฤษที่พอจำได้ ซึ่งเป็นศัพท์ทางศิลปะให้คนฟังได้งงไปและสำทับด้วยประโยคเด็ดขาดของมันอีกครั้งหนึ่งว่า “คุณยังต้องใช้เวลาศึกษาอีกนาน”

แบนมันเคยหัดเขียนรูปเหมือนกัน โดยการยอมเป็นคนใช้ในบ้านศิลปินใหญ่ ๆ อาศัยสีอาศัยผ้าใบทำเฟรมหัดเขียนบ้าง แต่หัวสมองมันไปไกลกว่ามือ ในหัวมันจะมีเรื่องราวเป็นภาพเบ็ดเสร็จ ซึ่งสวยงามมาก แต่ครั้นเมื่อลงมือวาด รูปที่ออกมาจะเลอะเทอะไม่เหมือนกับภาพในห้ว บ่อย ๆ เข้ามันจึงเบื่อแล้วก็เลิกไปเอง แต่ในใจยังหวังว่าสักวันหนึ่ง มันต้องเป็นศิลปิน เป็นอัจฉริยะ เพราะเส้นสมองบนฝ่ามือชี้บ่งไว้

ทุกครั้งที่มันไปไหนมาไหนกับศิลปินใหญ่ ๆ มันจะรู้สึกเขื่องขึ้นมาว่าตัวเองก็อยู่ในระดับศิลปินหัวแถวเหมือนกัน

นิสัยของแบนอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นคนขี้เกรงใจคน แบนไม่เคยขอเงินใคร ไม่ว่าจะหิวหรืออดยังไงมันก็ไม่เคยเอ่ยปากขอ นอกเสียจากว่าเขาจะให้มันเอง แต่มันพอมีรายได้บ้าง จากการคอยเป็นคนรับใช้ระหว่างมีงานแสดงศิลปะแบกงาน ติดรูป ยกรูปปั้น ยกหินแกะสลัก วิ่งซื้อบุหรี่ ซื้อน้ำ แล้วแต่ศิลปินผู้นั้นจะใช้มัน 

ตั้งแต่เริ่มเปิดงานจนถึงปิดงาน ซึ่งแต่ละแห่งแต่ละครั้งกินเวลาอย่างน้อยก็สิบกว่าวันถึงยี่สิบกว่าวัน สามร้อยบ้าง สี่ร้อยบ้าง ห้าร้อยก็เคยได้แล้วแต่เขาจะให้มัน บางงานถ้าเขาไม่ให้มันก็ไม่เคยขอ ถ้ามีคนถามมันว่า “แบน เอ็งมีเงินใช้หรือเปล่าวะ?” มันก็จะตอบว่า “มี” ติดปากตลอดเวลา นอกจากว่าจะยื่นเงินให้มันเลย มันถึงจะรับอย่างเหนียม ๆ แต่ถ้ามันมีเงินจริง ๆ ในกระเป๋า มันจะปิดป้องพัลวัลไม่ให้ใครยัดลงไปเพิ่มอีก

บางเย็นมันก็ร่วมนั่งกินเหล้ากับบรรดาศิลปินใหญ่ ๆ อยู่จนดึกดื่น เมื่อต่างคนต่างเมาแยกย้ายกันกลับบ้าน พวกเขาก็ลืมมัน ไม่เคยมีใครถามมันว่า

“ไอ้แบน เอ็งกลับทางไหนวะ?” หรือ “เอ็งจะกลับยังไง?” บางครั้งมันก็ต้องเดินกลับบ้าน เนื่องจากไม่มีเงินค่าแท็กซี่ และถ้ามีคนช่างถาม ถามมันอีกว่า

“ทำไมเอ็งต้องกลับดึกดื่นอย่างนั้น ทั้งที่รู้อยู่ว่าไม่มีเงิน?” แบนมันคงจะตอบว่า

“ความสุขของกูนี่หว่า”

ชีวิตมันเหมือนอยู่เพื่อคนอื่นโดยแท้ ชีวิตที่มีแต่ให้ ชีวิตที่ไม่เคยขอใคร แต่มันก็รู้สึกว่าเป็นสุขดีอยู่ อยู่ในโลกแห่งศิลปะของมัน

ปีนี้แบนอายุได้ยี่สิบห้า ถ้านับเวลาที่มันเข้ามาอยู่กรุงเทพๆ ก็แปดปีเข้าไปแล้ว แปดปีที่มันคลุกคลีกับกลุ่มคนทำงานศิลปะ แปดปีที่มันช่วยเหลือคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แปดปีที่มันเร่ร่อนไปคนเดียวตามห้องเช่าสกปรกแคบ ๆ แปดปีที่มันมีความฝันอยากเป็นศิลปิน แปดปีทีเดียว…..เวลาแปดปีไม่ได้เปลี่ยนแปลงความฝันของแบนได้เลย

ลงถ้ามันได้จ่อมตูดร่วมวงเหล้ากับวงไหนละก็ วงนั้นจะมีเสียงหัวเราะอยู่ไม่ขาด เพราะเหมือนกับมีคนเมา คนบ้า คนปัญญาอ่อน รวมอยู่ในตัวมันคนเดียว ยิ่งเติมเหล้าลงแก้วมากครั้งขึ้น มาดของศิลปินก็ยิ่งออกลวดลายมากขึ้น ท่าทางพอง ๆ ของมันจึงเหมือนตัวตลกในสายตาคนอื่น ทั้งที่มันไม่เคยตั้งใจ แต่ก็นาน ๆ ทีเท่านั้นที่แบนจะได้มีโอกาสร่วมวงกับบรรดาศิลปินใหญ่ ๆ ถ้าโอกาสมาถึงมันก็ฟาดไม่ยั้งเหมือนกัน มันเคยเมาถึงขนาดไม่รู้ว่าตัวเองกลับมานอนที่ห้องได้อย่างไร

คืนที่แบนจะได้เมียนั้น ราวตีหนึ่งได้ มันเดินสะเงาะสะแงะ ง่อกแง่ก เข้ามาในซอย เดินผ่านสนามฟุตบอลซึ่งเคยเป็นที่เล่นของเด็กในซอย แต่ตอนนี้เป็นหน้าฝน หญ้าขึ้นรกเรื้อเต็มไปหมด จึงกลายเป็นทุ่งหญ้าสูงเกือบท่วมหัว มันหยุดยืนแอ่นหน้าแอ่นหลัง ปลดเข็มขัดรูดซิปควักออกมา กำลังยื่นฉี่ยังไม่ทันสะเด็ดดี ก็มีกลุ่มวัยรุ่นวิ่งพรวดพราดออกมาจากพงหญ้า ห้าหกคน เหมือนกับหนีอะไรออกมา ด้วยความอยากรู้ในตอนนั้น มันฉี่เสร็จจึงลุยล้มลุกคลุกคลานเข้าไปดู 

กางกุ้งกางเกงยังไม่ทันติดตะขอรูดซิปให้เรียบร้อย มันเห็นคนนอนอยู่ในเงามืด คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นผู้หญิงนอนหลับอยู่ ด้วยความเป็นห่วงมันจึงนั่งลงข้าง ๆ คิดว่าจะป้องกันอันตรายให้ แต่นั่งอยู่สักอึดใจสองอึดใจก็โงกฟุบหลับ

อีกเช่นเคย มันตื่นขึ้นมาพยายามนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก็จำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองมาอยู่ที่โรงพักได้อย่างไร มันจึงต้องยอมรับเป็นผัวอีดำเพื่อแลกกับอิสระนอกตะราง

อีดำ เมียของแบนนั้นเหมือนกับใครสักคนหนึ่งจงใจสร้างขึ้นมาให้เป็นของคู่กับมัน เป็นคนไม่มีหัวนอนปลายตีนเหมือนกัน มิหนำซ้ำยังขี้เหร่ ขี้เกียจและยังพูดมากเสียอีก พูดแต่เรื่องโง่ ๆ ทั้งนั้น

ลำพังปากเดียวท้องเดียวแบนมันก็มีกินไม่ครบมื้ออยู่แล้ว นี่เป็นสองปาก และอีกไม่นานก็จะเพิ่มเป็นสามปาก เพราะอีดำกำลังท้อง แบนมันจึงต้องหางานทำเพิ่มขึ้น แต่คราวนี้มันจะเลือกงานเฉพาะแต่ที่มันชอบไม่ได้  เพราะงานแสดงรูปไม่มีให้มันทำทุกวัน ถึงจะมีก็คงไม่พอใช้จ่าย ความรู้ความอ่านของมันก็แค่ ป.สี่ ไม่สูงพอที่จะให้มันเลือกงานได้ ท้ายสุดมันก็เป็นคนงานขุดท่อข้างถนน มันปลอบใจตัวเองว่ามันเป็นศิลปินตกยาก งานขุดท่อก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งเหมือนกัน ทนทำไปก่อนสักวันเถอะโลกจะต้องแหงนหน้ามองมัน

แต่หัวหน้าคนงานไม่คิดอย่างนั้น ไม่คิดว่างานขุดท่อเป็นงานศิลปะ เพราะฉะนั้นมือสองข้างที่เคยอ่อนนุ่มของแบนจึงต้องกำด้ามอีเต้อร์ให้มั่น เงื้อฟาดลงไปบนพื้นซีเม็นต์จนสุดแรง เมื่อกระทบกันทีหนึ่งแรงสะท้านก็แล่นขึ้นมาถึงโคนแขนครั้งหนึ่ง วันแรกแบนจึงกลับห้องเช่าแทบไม่ถูก

นั่งรถเมล์หลับเลยป้ายเสียอีก  ร่างกายมันอ่อนเปลี้ย เดินแทบไม่เป็น     ฝ่ามือสองข้างพองเต็มด้วยน้ำใส ๆ ตามข้อนิ้วและอุ้งมือ วันต่อมาก็ฉีกแสบ วันต่อมาก็แห้ง วันต่อมาก็พอง วันต่อมาก็ด้านเป็นไตแข็ง ๆ วันต่อๆ มา วันต่อ ๆ มา  วันต่อ ๆ มาฝ่ามือก็สากเป็นหนังกระเบน

บัดนี้แบนเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มันไม่มีเวลาไปดูงานศิลปะ มันไม่มีเวลาไปพูดคุยกับศิลปิน มันลืมเกือบหมดแล้ว ลืมศัพท์แสงต่าง ๆ ที่อุตส่าห์ท่องจำเอาไว้ มันไม่มีหัวสมอง ไม่มีเวลาที่จะท่องจะคิด เย็นกลับมาห้องเช่าเพลียก็ซุกหัวนอน เช้าตื่นก็ต้องรีบไป วนเวียนอยู่อย่างนี้ อีดำก็ท้องป่องมากขึ้นทุกวัน

แบนเคยเอาเรื่องศิลปะไปพูดให้คนขุดท่อด้วยกันฟัง ไม่มีใครเข้าใจ มันจะพูดกับเมียก็ไม่รู้เรื่อง แบนมันจึงเหมือนอยู่ในโลกร้างเพียงลำพัง

ฝ่ามือหนาเตอะตะของมัน แม้ว่าจะเป็นเกราะกันไม่ให้เจ็บปวดได้ก็ตาม แต่มันกลับไม่พอใจ ด้วยว่าทำให้เส้นลายมือของมันเลือนรางลงเรื่อย ๆ   บางคืนก่อนนอนมันจะเอามีดค่อย ๆ เฉือนหนังแข็ง ๆ บนฝ่ามือออก เดี๋ยวนี้เวลาดูลายมือมันไม่ยิ้มอีกแล้ว เส้นสมองหดสั้นลงเรื่อย ๆ บางแห่งขาดเป็นช่วง ๆ ด้วยเสี้ยนไม้หรือแผลเป็นที่บังเอิญคาดไปทับเส้นสมอง

แต่แบนยังมีความเชื่ออยู่ว่า สักวันหนึ่งมันจะต้องเป็นอัจฉริยะ สักวันหนึ่งมันจะต้องเป็นศิลปิน ก็ในเมื่อมันได้เมียโดยไม่คาดคิดตอนอายุยี่สิบห้า ตรงตามที่พระหมอดูเคยบอกไว้ ก็แล้วทำไมเรื่องอื่น ๆ ที่ท่านทำนายจะไม่ถูกเล่า?

อีดำนั้นอยู่ด้วยกันเหมือนตัวประกอบ แบนมันไม่ค่อยสนใจ    ไม่ค่อยได้พูดจากันเหมือนผัวเมียคู่อื่น ๆ สมบัติบางอย่างของแบน อีดำก็แตะต้องไม่ได้ เช่น สมุดหนังสือที่แบนมันเก็บไว้ในลังกระดาษ อีดำพอเข้าใจแบนอยู่บ้าง แบบผัวเมียคนอื่นๆ ก็ตอนที่นอนด้วยกันเท่านั้นเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างแบนกับอีดำค่อยดีขึ้นบ้าง ตอนที่ลูกออกมายังพอได้พูดคุยกันบ่อยขึ้น ว่ากันไปแบนมันก็เป็นคนรักเด็ก รักลูกเหมือนคนอื่น ๆ แม้ว่ามันจะรู้สึกเศร้าอยู่ลึก ๆ เหมือนกับตกอยู่ก้นเหวที่แหงนมองขึ้นเห็นแสงอยู่ลิบ ๆ ไม่มีปัญญาปีนป่ายขึ้นไป ลูกที่ออกมาก็ยิ่งเหมือนกับโซ่ผูกติดมันไว้กับก้นเหว

ยิ่งมีลูกขึ้นมาแบนก็ต้องทำงานหนักขึ้น และกินให้น้อยลง ร่างกายจึงผ่ายผอม น้ำหนักของอีเต้อร์จึงเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ

ลูกของแบนและอีดำอายุได้สามเดือนแล้ว อ้วนปุ๊กลุกแขนเป็นปล้อง ๆ ขาวน่ารัก ไม่เหมือนทั้งแบนทั้งอีดำ แม้แต่สีผิวก็ขาวอย่างกับลูกคนจีน  อีดำนั่นไม่ต้องพูดถึงล่ะ ดำปึ้ดตามชื่อมันแน่ ส่วนแบนก็ไม่ใช่คนขาว มันออกจะดำแดง ถึงเด็กที่ออกมาจะไม่เหมือนใครแบนมันก็รักของมัน ลูกจึงอ้วนท้วนขึ้นทุกวัน แต่แบนสิกลับผอมลง ๆ

อีเตอร์ที่หนักเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ ก็มาถึงวันหนึ่ง วันที่แบนมันยกไม่ขึ้น ไม่ว่าจะพยายามยกอย่างไรก็ยกไม่ไหวมันล้าไปหมด แบนล้มเจ็บลงเมื่อลูกอายุได้สี่เดือน

ถึงแม้แบนมันจะหมดรายได้ลงแล้วแต่รายจ่ายมันไม่เคยหมดสิ้น คำขาดต่าง ๆ ก็มีเพิ่มมากขึ้น เช่นคำขาดที่ว่า 

‘วันนี้ไม่มีเงิน ก็ไม่มีข้าวกิน’

‘สิ้นเดือนนี้ไม่มีค่าเช่าห้องก็ไม่มีที่อยู่’

เป็นคำขาดง่าย ๆ ที่มันเองก็เข้าใจแต่ไม่มีปัญญาแก้ไข

ก่อนที่ทุกอย่างจะเลวร้ายลง อีดำจึงสร้างวีรกรรมด้วยการอุ้มลูกออกไปขายเป็นการแก้ปัญหา โดยที่แบนมันนอนซมไม่รู้ว่าเมียอุ้มลูกออกไปไหน

อีดำขายลูกได้เงินมาสามพัน  เคราะห์ดีของแบนมันที่อีดำไม่เชิดเงินหนีไปคนเดียว จากเงินสามพันนี้เองจึงช่วยให้โรคภัยของแบนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น คำขาดต่าง ๆ ที่เคยมีมาก็หดหัวหายไปสิ้น

อีดำมันยกเหตุผลง่าย ๆ เข้าปลอบประโลมแบนให้คลายจากความเสียดายลูก

“แกอย่าโง่ไปหน่อยเลย ไอ้เด็กเวรนั่นไม่ใช่ลูกแกหรอก ข้าเป็นผู้หญิงข้ารู้ดี”

ดูเหมือนแบนมันก็รู้อยู่กับใจ แต่มันไม่เคยปริปากพูดเรื่องนี้เลย    

ด้วยความรักเด็ก เด็กที่เป็นคน ๆหนึ่งเหมือนกัน เหมือนกับมัน เหมือนกับคนอื่น ๆ

ช่วงที่นอนกินยาอยู่บนเสื่อ ถ้ามันไม่หลับเพราะฤทธิ์ยามันก็เฝ้าเพ่งมองลายมือของมันอีก หนังหนา ๆ บนฝ่ามือเหมือนหมอกบังลายมือของมันที่อยู่ข้างใต้ให้เลือนราง เส้นสมองที่เคยภูมิใจหนักหนาก็รางเลือนลงด้วย ปลายหายหดสั้นจู๋ไม่เหมือนก่อน มันเพียรเอามีดกรีดเซาะร่องรอยลายมือตรงเส้นสมองที่ขาดหาย เพื่อให้ต่อติดกันและยาวดังเดิม มันไม่ใช่คนโง่ มันคืออัจฉริยะ มันยังคงเป็นศิลปิน เสียงเรียกร้องในใจที่เคยเงียบกริบมานานเริ่มส่งเสียงครวญครางขึ้น ค่อย ๆ ดังขึ้น ดังขึ้นจนก้องอยู่ในใจทุกวี่วัน

แบนเริ่มฟื้นไข้เรื่อยๆ กินข้าวได้ ลุกเดินเหินได้แต่ยังไม่ค่อยไกลนัก ส่วนเสียงเพรียกในใจมันแข็งแรงและรบเร้าให้แบนกลับไปหาโลกแห่งศิลปะอีก อีดำนั้นก็คงทำงานได้เพราะตอนนี้ไม่ได้ท้องไส้เหมือนก่อน แบนสิ้นห่วงแล้ว มันสิ้นลูกแล้ว โซ่ตรวนที่ผูกพันมันไว้ได้ขาดสะบั้นลง 

แบนกำลังจะปีนป่ายขึ้นไปยืนบนปากเหวอีกครั้งหนึ่ง

เงินยังเหลืออีกพันกว่าบาท วันแรกที่ออกข้างนอกได้ มันจึงชวนอีดำไปดูงานศิลปะที่หอศิลป์แห่งชาติ อีดำอิดออดไม่ยอมไป กลับชวนแบนไปดูหนังไทยอย่างสองเรื่องควบด้วยกัน แบนมันก็ไม่ยอมไป

“มึงมันคนโง่ ไม่รู้จักศิลปะ คนเราเกิดมาไม่รู้จักศิลปะก็เหมือนกับคนป่าเถื่อน” 

ลวดลายศิลปินของแบนเริ่มออกอีก มันสาธยายถึงศิลปะในความทรงจำเก่า ๆ จนอีดำใจอ่อนทนรำคาญไม่ไหวยอมไปกับมัน

เมื่อแบนได้เข้าไปยืนดูรูปเขียนในหอศิลป์ โลกทั้งโลกเหมือนกับสว่างจ้าด้วยท้องฟ้าในยามเช้าที่โปร่งใส มีนกร้องส่งเสียง บินร่อนร่าเริง

ส่านอีดำนั้นเดินตัวสั่นเข้าไปด้วยความหวาดกลัว ในนั้นมันเงียบ ๆ ทึม ๆ มีคนเดินอยู่ไม่ถึงสิบคน พออีดำเริ่มชินกับห้องก็มองดูรูปที่แขวนบนผนัง หรือก้อนแปลกประหลาดที่ตั้งไว้บนแท่น ในชีวิตของอีดำไม่เคยเห็นมาก่อนเลย พอเห็นโน่นก็ขำ ได้เห็นนี่เข้าก็ขำ หัวเราะร่าน สร้างความอับอายให้ศิลปินอย่างแบนมัน

“อย่าหัวเราะสิ อีโง่ ไม่เห็นน่าขำตรงไหน”

“ทำไมจะไม่ขำล่ะ แกดูไอ้ก้อนนี้ซิมันหยั่งกับไอ้นั่น…..ไม่เห็นรู้เรื่องเลย   อะไรก็ไม่รู้ ข้าว่าไปดู ‘ยิ้มหน่อยจ้า’ ควบกับ ‘ไอ๋หยาอาตือ’ ด้วยกันดีกว่า” อีดำมันกระซิบแต่แบนกลับไม่พอใจ

“อย่างมึงมันต้องชาติหน้าถึงจะเข้าใจ”

แบนพาอีดำเดินวนเวียนจมอยู่ในนั้นจนบ่าย “ข้าหิวแล้ว ออกไปกินข้าวกันเถอะ” แบนหันมาด้วยสายตาดุ

“อีนี่นี่ อย่ากวนสมาธิกู มึงมันไม่รู้รสของศิลปะน่ะสิ ถึงได้หิวข้าวซ่ก”

ก่อนที่จะออกมาจากหอศิลป์แห่งชาติ แบนอ้อยอิ่งหยุดยืนดูแผ่นป้ายที่บอกรายการแสดงงานศิลปะของที่อื่นอีก เป็นสูจิบัตรประกอบงานบอกถึงศิลปินคนไหนเปิดงานแสดงเมื่อใด จัดที่ไหน 

หมดเมื่อไหร่ สายตาของแบนหยุดกึกลง เมื่อเห็นรูปถ่ายงานประติมากรรมแกะสลักเป็นรูปมัด ๆ ก้อน ๆ และตรงมุมแผ่นกระดาษด้านล่างมีรูปของศิลปินที่แบนรู้จักดี เคยไปช่วยแกแบกงานทุกครั้งก็ว่าได้ กำลังแสดงงานประติมากรรมอยู่ที่หอศิลป์อีกแห่งหนึ่ง และวันนี้เป็นวันสุดท้าย แบนมันดีใจในโชคที่จะได้พูดกับศิลปินใหญ่ ดีใจที่จะได้เข้าไปคลุกคลีอีกครั้งหนึ่ง

พอกินข้าวเสร็จแบนจึงกึ่งลากกึ่งจูงอีดำต่อไปอีก ไปยังสถานที่ศิลปินผู้นั้นแสดงงาน มิใยที่อีดำมันอยากจะดูหนังไทย แต่แบนก็ไม่ยอมฟัง ถูลู่ถูกังเอาอีดำมาจนได้

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของงานจึงมีคนเข้ามาดูไม่กี่คน แบนมันก้าวเข้าไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข อีดำเดินตามหลังด้วยใบหน้างอง้ำ

“หวัดดีพี่ จำผมได้หรือเปล่า?” แบนยกมือไหว้

“จำได้สิ ใครจะจำศิลปินใหญ่อย่างเอ็งไม่ได้” 

“โธ่พี่” แบนยิ้ม

“หายไปไหนมานาน?”

“เอ้อ…เอ้อ ผมกำลังซุ่มทำงานอยู่”

“ได้กี่ชิ้นแล้ว?”

“เอ้อ…สี่ชิ้น ขึ้นไว้อีกชิ้นยังไม่เสร็จ” มีสายตาสองสามคู่มองมายังแบน แต่แบนทำไม่แยแส คงพูดคุยกับศิลปินผู้นั้นต่อ

“ชุดนี้ของพี่คลี่คลายไปเยอะนะ ผมจำงานเกือบไม่ได้”

“ก็งั้น ๆ แหละ”

“เห็นติด ‘จองแล้ว’ ไว้หลายชิ้นนี่พี่”

“ก็พอขายได้อยู่บ้าง ระยะหลังนี่คนเขาให้ความสนใจกับศิลปะมากขึ้น อย่างตามธนาคารเขาก็มีประกวดกันรางวัลเป็นหมื่น ๆ เอ็งไม่ลองส่งกับเขาบ้างล่ะปีนี้?”

“ก็กะอยู่เหมือนกันพี่”

แบนคุยกับศิลปินผู้นั้นอยู่จนเย็น สมกับความอยากของมันที่รบเร้าอยู่ในใจ ทั้งยังได้อาสาช่วยขนงานขึ้นรถกลับบ้านให้อีกด้วย อีดำก็ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ไม่รู้ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไรกัน อยากจะกลับห้องอยู่เต็มแก่ แต่ไหน ๆ ก็มาด้วยกันจึงจำใจต้องอยู่กับแบนจนถึงเขาปิดงานแสดงในตอนเย็น

แบนช่วยแบกหินแกะสลักก้อนแล้วก้อนเล่า บางก้อนสูงเกือบเมตร

บางก้อนยาวฟุตสองฟุต เฉพาะตัวมันเองแบกไปแล้วเกือบสิบก้อน ร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้พาลจะหมดแรง แต่ใจยังสู้

“เฮ้ย…เฮ้ย ชิ้นนี้ระวังหน่อยนะ”

แบนหายใจหอบแฮ่ก “ไม่ต้องห่วง…พี่”

แบนค่อย ๆ ประคองโน้มหินที่สูงเกือบเมตรลงมาแล้วค่อยเอาไหล่เข้ารับน้ำหนัก เมื่อน้ำหนักกดลงมาเต็มที่มันหนักกว่าที่คิดเอาไว้ ร่างที่ล้ำแรงทรุดฮวบลง หินก้อนนั้นไหลเลื่อนลงรวดเร็ว แต่ก่อนที่จะถึงพื้นแบนมันเสือกขาเข้าขวางไว้ทันกันหินจะกระแทกกับพื้น

“เฮ้ย…ไอ้ห่ากูบอกมึงแล้ว” แบนมันปวดขาแปล๊บ  เสียงกระดูกลั่น

“ฉิบหายเอ๊ย…” เสียงหินกระทบกับพื้นปูนดังครืนช่วงที่เป็นคอคอดหักกลิ้งไปอีกทาง

“หมดกันกู…” เสียงศิลปินดังลั่น

แบนตกใจกลัว มันกลายเป็นผู้ทำลายศิลปะเข้าแล้ว มันค่อย ๆ ก้มลงเก็บเศษหิน เศษเล็กเศษน้อยที่กระจายเกลื่อนเข้าประกอบกับหินก้อนใหญ่ด้วยมืออันสั่นเทาของความกลัว พยายามข่มขาข้างที่ปวดไว้

“มึงรู้มั้ย ชิ้นนี้ธนาคารเมืองหลวงจองเอาไว้แล้ว สามหมื่นนะมึงไม่ไช่น้อย ๆ กูต้องมานั่งเสียเวลาทำให้เขาใหม่อีก อย่างน้อยก็เดือนนึง ไม่ต้องเก็บแล้ว จะไปไหนก็ไปไอ้งั่งเอ๊ย…”

อีดำมันก็ใจจืดยืนดูผัวมันเก็บเศษหินไม่ลงมาช่วย มิหนำซ้ำยังนึกสมน้ำหน้าด้วยซ้ำที่ผัวโดนด่าแทนที่จะเป็นเดือดเป็นร้อนแทน

เป็นครั้งแรกที่แบนถูกด่าว่าเป็น “ไอ้งั่ง” แต่ช่างมันเถอะ ไม่ใช่ “ไอ้โง่” ก็แล้วกัน มันไม่ใช่คนโง่ ใครจะมาด่าว่ามันเป็น “ไอ้โง่” ไม่ได้ แต่แบนมันรู้สึกเสียใจ และอับอายที่ถูกศิลปินด้วยกันไล่อย่างกับหมูหมา แบนก้มหน้าพยายามจะลุกเดิน แต่ก็ลุกขึ้นไม่ไหวเสียแล้ว

แดดยามเช้าส่องเข้ามาในห้อง แบนนั่งพิงข้างฝาปล่อยขาข้างใส่เฝือกราบลงกับพื้น ขาอีกข้างชันขึ้นเอน ๆ อีดำยกข้าวและกับข้าวมาวางตรงหน้า “กินข้าวกันเถอะ” อีดำจัดแจงตักข้าวให้แบน สองผัวเมียนั่งกินข้าวเงียบ ๆ อยู่ในห้อง แบนยังไม่วายเสียใจที่ตัวเองเป็นผู้ทำลายศิลปะ ทั้ง ๆ ที่ตัวมันไม่เคยสร้างได้เลยสักชิ้น แต่กลับต้องมาเป็นผู้ทำลายเสียอีก 

“พูดเสียบ้างสิแก ข้าจะบ้าอยู่แล้ว พูดอะไรก็ได้พูดกับข้าบ้าง กับข้าวอร่อยไหม หือ แก?” 

แบนมันพยักหน้ารับ

“…ไอ้ก้อนที่แกทำหล่นนั่นมันเป็นรูปอะไรนะ?” แบนยังคงเงียบ

“…ช่วยบอกให้ข้าฟังหน่อยสิ ข้าดูไม่รู้เรื่องเลย แกมันคนฉลาด คบแต่คนฉลาด ๆ นี่ถ้าแกไม่พาข้าไปด้วยวันนั้นข้าก็ไม่รู้หรอกว่ามีคนอย่างนี้อยู่ในโลกด้วย รูปนั้นรูปอะไรนะ?”

อีดำรู้แล้วหรือว่ามันเป็นคนฉลาด แบนมันจึงค่อย ๆ ยิ้มออกมา

“ประติมากรรมชิ้นนั้นมันก็…’รูปทรงหมายเลข ๔’ ไงเล่า แกเข้าใจไหม?”

“ไม่เข้าใจหรอก เออแล้วมันดีตรงไหน รูปทรงหมายเลขสี่ของแกนี่?”

“มึงมันโง่น่ะซิถึงไม่เข้าใจเรื่องรูปทรง”

“อือ…ข้านี่ท่ามันจะโง่จริง ๆ ถ้าประติกำรูปนั้นไม่สวย ไม่ดีจริง คงไม่มีใครเขากล้าซื้อตั้งสามหมื่นหรอก…หินก้อนเดียวแท้ ๆ”

“อีเวรเอ้ย…นั่นมันเป็นงานศิลปะ ไม่ไช่หิน” แบนนึกโมโห

“ก็ข้าเห็นมันเป็นหินแท้ ๆ”

“มันเป็นศิลปะ”

“…..เออ แล้วรูปทรงหมายเลขห้าล่ะ ที่จะต่อจากหมายเลขสี่น่ะ มันจะเป็นรูปยังไงแกรู้มั้ย…นี่ข้ายังเหลือเงินจากขายไอ้หนูนั่นอีกเจ็ดร้อย ข้าจะไปซื้อหินมาให้แกทำบ้าง เราขายสักสองหมื่นก็พอเนอะ ว่าแต่ว่าแกทำอย่างเขาได้หรือเปล่า?”

แบนมันไม่รู้จะตอบอีดำว่าอย่างไร รูปทรงหมายเลขห้าเป็นยังไงมันเองก็ไม่รู้

“อธิบายให้มึงฟัง ก็เหมือนนั่งพูดกับคางคก…” แบนบ่นเบา ๆ ตักข้าวเข้าปากเคี้ยวด้วยมาดขรึม ๆ

อีดำก็กำลังเคี้ยวข้าวอยู่ในปาก แต่ก็พูดได้เรื่อย ๆ 

“…ตอนแรกที่ขายไอ้หนูไป ข้าว่าข้านี่ฉลาดแล้วนะ ขายได้ตั้งสามพัน ฉิบหายอีแก่นั่นมันจะให้ข้าพันเจ็ดเท่านั้นเอง ข้าเลยบอกกับมันว่า กว่าจะเกิดอุ้มท้องโย้อยู่ตั้งหลายเดือน ทรมานจะตาย ไปไหนมาไหนก็ลำบาก ตอนเกิดก็เกิดยาก เจ็บจะตายชัก นี่เลี้ยงมาสี่เดือนแล้วหมดนมไปหลายกระป๋อง กลางคืนก็ต้องอดหลับอดนอนคอยดูมันรวมเวลาแล้วก็ปีกว่า รำพันถึงความลำบากให้มันฟัง

แต่มันก็ลำบากจริง ๆ นี่หว่า ข้าขอมันขึ้นเป็นสี่พัน ต่อกันไปต่อกันมาสามพันเลยยอมมัน ตอนนั้นเราก็ไม่มีปัญญาจะเลี้ยงอยู่แล้ว… แต่ไอ้วันก่อน ก้อนที่แกทำตกมันหินก้อนเดียวแท้ ๆ ขายได้ตั้งสามหมื่น ใช้เวลาแกะเดือนเดียวเท่านั้นเอง ไม่ต้องอุ้มท้องทรมานอย่างข้าด้วย ข้ามันโง่ นึกไม่ถึงเลยว่าหินก้อนเดียวจะมีค่ามากกว่าเด็ก ไม่น่าเชื่อ…”

ทั้งสองกินกันไปคุยกันไป แต่ส่วนใหญ่แบนจะฟังอีดำคุย เพราะอีดำเพิ่งรู้จักค่าของแบน จึงยกยอแบนเสียใหญ่ แบนมันนั่งฟังด้วยความภูมิใจในตัวเอง

“…ครั้งแรกตอนขายลูกได้ใหม่ ๆ ข้าว่าจะชวนแกทำลูกขายกันแล้ว เพราะมันสบายดี เงินก็ดีด้วย แต่พอเห็นหินก้อนนั้นสามหมื่น ไอ้เด็กเวรนั่นไม่มีค่าอะไรเลย ข้าเลยเลิกคิด แหม…เด็กตั้งสิบคนถึงจะได้ราคาเท่าไอ้ก้อนหินประติกำหมายเลขสี่นั่น ข้ามีหวังบักโกรกแน่ถ้าต้องเกิดลูกถึงสิบคน ข้าว่าแกแกะหินอย่างพี่คนนั้นดีกว่า ปีละก้อนก็พอแล้ว เออเดี๋ยวสาย ๆ ข้าจะออกไปซื้อหินมาให้แก แกต้องทำได้แน่ ๆ เพราะแกเป็นคนมีหัวดี แต่ไอ้หินนั่นมันมีขายกันแถวไหนล่ะ?”

แบนมันนั่งดูอีดำเก็บชามไปล้าง นึกถึงเรื่องที่อีดำมันพูด อย่างน้อยก็มีอีดำคนนึงแล้วที่เห็นว่ามันเป็นคนฉลาด แบนหงายฝ่ามือออกดู มียิ้มน้อย ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก มันช่างฉลาดเสียจริง ขนาดอีดำซึ่งไม่เคยยอมรับมันยังยอมรับแล้ว จริงอย่างที่พระท่านเคยทำนาย และอัจฉริยะอย่างมันจะต้องทำงานศิลปะ จะต้องเป็นศิลปิน 

แต่ตรงที่ว่าเด็กสิบคนจึงจะมีราคาเท่าก้อนหินก้อนหนึ่งนั้น มันไม่เคยคิดมาก่อนเลย ถูกทีเดียวที่มันเลือกเป็นศิลปิน ศิลปินสามารถทำให้ก้อนหินมีค่ามากกว่าชีวิตคนได้ แบนมันเผลอยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ยิ้มให้กับฝ่ามือของมันที่มีเส้นสมองยาวเหนือกว่าใคร ๆ

มันเริ่มฝันกลางวันถึงงานประติมากรรม ‘รูปทรงหมายเลข ๕’ ซึ่งกำลังปรากฏเป็นร่างในหัวสมองของมันแล้ว หินก้อนนั้นมันจะมีค่ามากกว่าชีวิตของเด็ก ๆ ถึงสิบคน…แบนศิลปินผู้ยิ่งใหญ่…ผู้ที่โลกจะต้องแหงนมองมัน ผู้ที่จะทำให้ก้อนหินมีค่ากว่าชีวิตคน…แบนศิลปินผู้ยิ่งใหญ่…ศิลปินผู้ที่จะทำให้คนไร้ค่าลง

ตีพิมพ์ใน รวมเรื่องสั้น มีดประจำตัว พิมพ์ครั้งที่ 13 สิงหาคม 2544

-------------------------------------------------------

ชาติ กอบจิตติ เกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2497 

เรียนจบสาขาศิลปะภาพพิมพ์ จากวิทยาลัยเพาะช่าง   

 ปี  2525  “คำพิพากษา” ได้รับรางวัลนวนิยายดีเด่นแห่งชาติ และรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน(ซีไรต์)  นอกจากนี้ คำพิพากษา ยังตีพิมพ์มากกว่า 40 ครั้ง ทั้งยังเคยสร้างเป็นละครโทรทัศน์และภาพยนตร์ 

ปี  2537    “เวลา” เป็นนิยายอีกเรื่องของชาติ กอบจิตติ ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ 

ปัจจุบัน ชาติ กอบจิตติ  เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์หอนเพื่อใช้พิมพ์ผลงานของตนเองตามอุดมการณ์ที่วางไว้    และเป็นเจ้าของแบรนด์  พันธุ์หมาบ้า (PhanMaBa)  

 

 

ผลงานทางด้านวรรณกรรม

ทางชนะ  (เรื่องสั้นกึ่งนวนิยาย) 2522

จนตรอก  (นวนิยายขนาดสั้น) 2523

คำพิพากษา (นวนิยาย) 2524    นวนิยายรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2524 และนวนิยายรางวัล ซีไรต์ ปี 2525

เรื่องธรรมดา  (เรื่องสั้นขนาดยาว)  2526

มีดประจำตัว (เรื่องสั้นชุดที่ 1) 2527

หมาเน่าลอยน้ำ  (นวนิยายขนาดสั้น) 2530

พันธุ์หมาบ้า (นวนิยายขนาดยาว)  2531

นครไม่เป็นไร  (รวมเรื่องสั้น ชุดที่ 2) 2532

เวลา  (นวนิยาย) 2536  นวนิยายรางวัลดีเด่นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ปี 2537 และนวนิยายรางวัล ซีไรต์ ปี 2537 

บันทึก : บันทึกเรื่องราวไร้สาระของชีวิต  (อนุทินการเดินทาง) 2539

รายงานถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี   (เรื่องสั้นขนาดยาว) 2539

ลมหลง  (บทภาพยนตร์) 2543

เปลญวนใต้ต้นนุ่น  (ความเรียง) 2546

บริการรับนวดหน้า (รวมเรื่องสั้นชุดที่ 3) 2548

ล้อมวงคุย (ความเรียง) 2551

facebook : โลกอันซ้อนกันอยู่ by ชาติ กอบจิตติ (งานทดลองพื้นที่) 2559

(หา)เรื่องที่บ้าน  (ความเรียง) 2561

 เรื่องเล่าแบรนด์ (ของผม)   (ความเรียง) 2562

แชร์/ส่งต่อบทความนี้


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up
[apwp_player]