[apwp_player]
menu แสดงเมนู
รสหวานของกาลเวลา
ผมนั่งลงเขียนบันทึกนี้หลังมนุษย์ถูกขอร้องให้กักตัวอยู่บ้านและรักษาระยะห่างระหว่างกัน
[molongui_author_name]
อีป้อ เรื่องก่อนหน้า นิมิตต์วิกาล เรื่องถัดไป

ผมนั่งลงเขียนบันทึกนี้หลังมนุษย์ถูกขอร้องให้กักตัวอยู่บ้านและรักษาระยะห่างระหว่างกันมาเป็นเวลาเกือบสองเดือน ภาวะไม่ปกติเช่นนี้ย่อมส่งผลต่อสภาพจิตใจไม่มากก็น้อย หลายคนได้รับผลกระทบเรื่องการงานซึ่งกระทบชิ่งไปถึงรายได้และวิถีชีวิต วิกฤตครั้งนี้ไม่เลือกใหญ่-เล็ก รวย-จน ทุกคนโดนกันถ้วนหน้า

เมื่อมองชีวิตก่อนเชื้อไวรัสระบาดว่าเป็น ‘ปกติ’ เราย่อมมองช่วงเวลานี้เป็นภาวะ ‘ไม่ปกติ’ แต่ถ้าลองมองชีวิตกันในภาพรวม ช่วงเวลา ‘ไม่ปกติ’ ล้วนผ่านเข้ามาในชีวิตของแต่ละคนอยู่เสมอ เพียงแค่เราไม่ได้ประสบความผันผวนนั้นพร้อมกัน

หลายครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตชวนให้สับสน มันพังแผ่นพื้นมั่นคงที่เราเคยยืนอยู่ให้มลายหายไป เรียกร้องให้ก่อร่างสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาภายหลังความสูญเสีย อกหัก จากลา และล้มเหลว สิ่งที่พังทลายมีทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ธุรกิจ ครอบครัว ความสัมพันธ์ ความฝัน ความเชื่อ กระทั่งความเชื่อถือศรัทธาในคุณค่าบางอย่าง เมื่อพังภินท์ลงย่อมพาเราเข้าสู่ช่วงเวลา ‘ไม่ปกติ’ ด้วยกันทั้งสิ้น

มองเช่นนี้ ช่วงไวรัสระบาดก็เป็นอีกหนึ่งความ ‘ไม่ปกติ’ ที่เราต้องรับมือ แม้เป็นโจทย์ที่ไม่ง่ายแต่ก็มีคุณค่า ช่วงเวลาไม่ปกติมักมอบสิ่งหนึ่งซึ่งห้วงยามปกติไม่เคยมอบให้เรา นั่นคือการเติบโตภายใน, ความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณ

ห้วงยามยากลำบากเปิดโอกาสให้เราละทิ้งสิ่งที่เคยยึดถือไว้ว่าเป็นของตัวเอง มันอาจสลายความภาคภูมิใจในตัวตน มันอาจเขย่าอัตตาที่เคยเชื่อว่าเราจัดการชีวิตและโลกได้ มันบอกกับเราว่าอย่ารีบหยิ่งทะนงตนจนเกินไป มันทำให้ตัวเล็กลง แต่ในเวลาเดียวกันกับที่เปลือกห่อหุ้มตัวตนถูกกะเทาะออก แก่นกลับค่อยๆ เติบโตและแข็งแกร่ง

แน่นอนว่าในห้วงยามเช่นนี้ย่อมเจ็บปวด หากคือความเจ็บปวดที่ดีในระยะยาว เมื่อเจอวิกฤตของชีวิตครั้งหน้าเราจะเจ็บปวดน้อยลง หรืออย่างน้อยก็มีสภาพหัวใจที่รับมือวิกฤตได้ดีขึ้น

กระนั้นเมื่อถูกทุบอัตตาก็ใช่ว่าจะนำไปสู่การศิโรราบต่อชะตากรรม นั่งนิ่งเพื่อรอให้โชคช่วย ตรงกันข้าม, ความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณคือการลุกขึ้นใช้ความพยายามเต็มที่เพื่อนำพาตัวเองไปสู่จุดที่ดีขึ้น ภายใต้เงื่อนไขที่เผชิญ ตามกำลังศักยภาพทั้งหมดที่ทำได้

สาทิศ กุมาร ปราชญ์อินเดียเล่าถึงคำสอนในคัมภีร์ ภควัทคีตา ซึ่งมีคำว่า ‘ตบะ’ อันหมายถึงการครองตนอยู่ในวินัย คำนี้มีความเชื่อมโยงกับความร้อน ท่านอ้างถึงคำสอนของอาจารย์วิโนพา ภเวซึ่งเคยอธิบายกับท่านว่า “เมื่อผลไม้สุกงอมเพราะได้รับความร้อนจากแสงแดด มันจะมีสีสวย กลิ่นหอม และมีรสอร่อย ทั้งนี้เพราะผลไม้นั้นได้ผ่านความร้อนที่มาจากดวงอาทิตย์ ฉะนั้น หากเราอยากสุกงอมและหอมหวาน เราก็จะต้องผ่านความร้อนของการฝึกวินัย”

สาทิศ กุมาร เขียนไว้ในหนังสือ Soil Soul Society อย่างน่าสนใจในประเด็นการบ่มเพาะผ่านกาลเวลา ธัญพืชต้องผ่านความร้อนจากการหุงต้มก่อนจึงบริโภคได้ ทองต้องหลอมด้วยไฟเสียก่อนจึงเป็นทองคำที่นำไปเป็นเครื่องประดับสวยงาม ดินเหนียวจะกลายมาเป็นภาชนะใช้งานได้ก็ต้องผ่านความร้อนจากเตาเผา การฝึกฝนด้านจิตวิญญาณทั้งหลายคือการฝึกฝนวินัยเพื่อให้วิญญาณมีกำลัง และสามารถปรับตัวได้ในทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ถึงที่สุดแล้ว ความมั่นคงทางจิตใจมิได้เกิดจากวัตถุ สิ่งของ กิจการ หรือแม้กระทั่งคนรอบตัว หากเกิดจากหัวใจที่มั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งคุณสมบัติเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราผ่าน ‘ความร้อน’ มาเป็นเวลาที่เหมาะสม

ปัญหาและอุปสรรค, เมื่อเกิดขึ้นแล้วมันอาจเขย่าเราในช่วงปัจจุบัน แต่จะส่งผลดีในอนาคต หากสามารถมองวิกฤตในมุมเช่นนี้ได้ เราย่อมวางใจในเส้นทาง ไม่ก่นด่าอุปสรรคจนเปลืองแรง และมุ่งมั่นแก้ปัญหานั้นด้วยความเชื่อมั่นว่ามันจะพาเราไปสู่ตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าเดิม สวยงามกว่าเดิม และยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ต่างๆ มากกว่าเดิม

มนุษย์เราอาจดำเนินชีวิตเพื่อไปพบ ‘ความไม่ปกติใหม่’ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนความร้อนที่บ่มเพาะตัวเราให้กลายไปเป็นผลไม้ที่มีกลิ่นหอม สีสวย รสอร่อย

ทนร้อนเพื่อพบรสอร่อยของชีวิต

กระบวนการเช่นนี้ไม่ง่ายและเราอาจไม่ชอบ แต่เป็นสิ่งยากหลีกเลี่ยงเพราะมันคือธรรมชาติซึ่งไม่เคยเป็นไปตามใจเรา และการมีชีวิตอยู่บนโลกนี้อย่างไม่ทุกข์มากเกินจำเป็นก็คือการอยู่กับ ‘ความไม่ปกติใหม่’ ให้ได้โดยไม่ทุรนทุรายจนเกินไป

มองเห็นว่า ‘ภาวะไม่ปกติ’ คือ ‘ปกติ’ ของชีวิต

ผ่านร้อนเพื่อชิมรสหวานของกาลเวลา


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up