{"playlist":[{"title":"\u0e2b\u0e49\u0e2d\u0e07\u0e1e\u0e34\u0e40\u0e28\u0e29","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-001-\u0e2b\u0e49\u0e2d\u0e07\u0e1e\u0e34\u0e40\u0e28\u0e29.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1581399726386-63d45c1b2d20-1024x706.jpeg","duration":"21:49","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e40\u0e1e\u0e23\u0e32\u0e30\u0e23\u0e31\u0e01\u0e08\u0e36\u0e07\u0e21\u0e32\u0e2b\u0e32","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-009-\u0e40\u0e1e\u0e23\u0e32\u0e30\u0e23\u0e31\u0e01\u0e08\u0e36\u0e07\u0e21\u0e32\u0e2b\u0e32.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1518558997970-4ddc236affcd-938x1024.jpeg","duration":"12:03","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e2b\u0e32\u0e22 , \u0e04\u0e33\u0e2a\u0e32\u0e23\u0e20\u0e32\u0e1e\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e04\u0e19\u0e02\u0e35\u0e49\u0e02\u0e42\u0e21\u0e22","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-008-\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e04\u0e33\u0e2a\u0e32\u0e23\u0e20\u0e32\u0e1e\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e04\u0e19\u0e02\u0e35\u0e49\u0e02\u0e42\u0e21\u0e22.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1537713873666-f00791130d05-1024x683.jpeg","duration":"22:02","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e1e\u0e35\u0e48\u0e0a\u0e32\u0e22\u0e41\u0e2a\u0e19\u0e14\u0e35\u0e17\u0e35\u0e48\u0e44\u0e21\u0e48\u0e23\u0e39\u0e49\u0e08\u0e31\u0e01","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-007-\u0e1e\u0e35\u0e48\u0e0a\u0e32\u0e22\u0e41\u0e2a\u0e19\u0e14\u0e35\u0e17\u0e35\u0e48\u0e44\u0e21\u0e48\u0e23\u0e39\u0e49\u0e08\u0e31\u0e01.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1547667498-5b9ede99b99a-1024x768.jpeg","duration":"9:15","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e40\u0e2b\u0e47\u0e14\u0e04\u0e31\u0e19\u0e17\u0e32\u0e40\u0e23\u0e25","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-006-\u0e40\u0e2b\u0e47\u0e14\u0e04\u0e31\u0e19\u0e17\u0e32\u0e40\u0e23\u0e25.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1501169823221-212bdeaf8556-1024x683.jpeg","duration":"12:41","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e02\u0e19\u0e21\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e22\u0e48\u0e32","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-005-\u0e02\u0e19\u0e21\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e22\u0e48\u0e32.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1510379558726-265c7a7b8c19-1024x819.jpeg","duration":"16:56","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e06\u0e48\u0e32\u0e2b\u0e31\u0e48\u0e19\u0e28\u0e1e","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-004-\u0e06\u0e48\u0e32\u0e2b\u0e31\u0e48\u0e19\u0e28\u0e1e.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1571065497914-38c5d3cde715-1024x683.jpeg","duration":"49:22","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e08\u0e32\u0e01\u0e40\u0e14\u0e47\u0e01\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19 \u0e2a\u0e39\u0e48\u0e2a\u0e31\u0e07\u0e40\u0e27\u0e35\u0e22\u0e19\u0e40\u0e2b\u0e25\u0e47\u0e01","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-003-\u0e08\u0e32\u0e01\u0e40\u0e14\u0e47\u0e01\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19-\u0e2a\u0e39\u0e48\u0e2a\u0e31\u0e07\u0e40\u0e27\u0e35\u0e22\u0e19\u0e40\u0e2b\u0e25\u0e47\u0e01.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1552072092-7f9b8d63efcb-1024x683.jpeg","duration":"59:49","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e04\u0e19\u0e17\u0e35\u0e48\u0e1a\u0e49\u0e32\u0e19\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e44\u0e1b\u0e44\u0e2b\u0e19\u0e2b\u0e19\u0e36\u0e48\u0e07\u0e04\u0e19","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-002-\u0e04\u0e19\u0e17\u0e35\u0e48\u0e1a\u0e49\u0e32\u0e19\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e44\u0e1b\u0e44\u0e2b\u0e19\u0e2b\u0e19\u0e36\u0e48\u0e07\u0e04\u0e19.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1510133768164-a8f7e4d4e3dc-1024x683.jpeg","duration":"13:06","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e23\u0e2d\u0e22\u0e25\u0e30\u0e21\u0e38\u0e19","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-010-\u0e23\u0e2d\u0e22\u0e25\u0e30\u0e21\u0e38\u0e19.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/claudio-schwarz-purzlbaum-k39RGHmLoV8-unsplash-1024x683.jpg","duration":"21.49","playlistid":"playlistid-1"}]}
menu แสดงเมนู
นิมิตต์วิกาล
ภาพถ่ายบอกทุกสิ่ง แต่ว่ารางเลือน
อนุสรณ์ ติปยานนท์
ฟังใจ เรื่องก่อนหน้า เริ่มต้นด้วยหัวใจที่แตกสลาย เรื่องถัดไป

ภาพถ่ายบอกทุกสิ่ง แต่ว่ารางเลือน  เราเห็นชายสามคนในภาพ แต่เราก็เห็นพวกเขาเพียงด้านหลัง เราเห็นเสาสูงตั้งตระหง่าน แต่ก็เห็นเพียงโครงเหล็กเปลือยเปล่า ไม่มีสัญญลักษณ์ใดบ่งบอก เราแลเห็นทะเลสาบ แต่ก็เพียงเวิ้งน้ำไร้ขอบเขตและรูปร่าง  เรารู้ว่า ภาพถ่ายใช้บันทึกกาลเวลา แต่ภาพถ่ายนี้กลับบันทึกสิ่งที่เลือนราง หากภาพถ่ายนี้ได้บันทึกกาลเวลา มันก็เป็นกาลเวลาที่รางเลือน

เขาเพ่งมองภาพถ่ายใบนี้อยู่บ่อยครั้ง หรือทุกครั้งที่มีโอกาส เขารู้ดีว่าไม่ควรถ่ายภาพเช่นนี้ มันเป็นภาพถ่ายที่ไร้ความหมาย ไร้ความงาม ไร้เหตุผลอย่างยิ่ง แต่เขาก็ยังถ่ายมัน สิ่งที่เขาบันทึกไว้ไม่ใช่สิ่งที่ใครเห็น หรือสิ่งที่ทุกคนเห็นในภาพนั้น เป็นคนละสิ่งกับที่เขาจดจำ เขาบันทึกภาพที่ไม่ได้ปรากฎในดวงตา หากแต่เป็นภาพที่ปรากฎในดวงใจ

ภาพถ่ายใบนี้ถูกบันทึกในปี พ.ศ.2485  ปีนั้นเขาสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนช่างแผนที่แห่งการไปรษณีย์ ขณะนั้นเขาอายุยี่สิบปีเต็ม ร่างกายกำยำล่ำสัน เปี่ยมล้นด้วยอุดมการณ์และความกล้าที่จะบุกบั่นฟันฝ่างานไปรษณีย์ในทุกหนแห่ง การเรียนทำให้เขาได้อ่านหนังสือและได้เรียนรู้เรื่องราวชีวิตในดินแดนอื่นๆจากนวนิยาย จากภาพยนตร์เงียบ เขาอ่าน สามทหารเสือ ของ อเลซ็องดร์ ดูมาส์ รอบแล้วรอบเล่า จนอยากแสวงหาการผจญภัยให้ชีวิต เขาอ่าน บรมเดชานุภาพแห่งความยุติธรรม ของ อนาโตล ฟร็องซ์ รอบแล้ว รอบเล่า จนอยากแสวงหาความยุติธรรมให้ชีวิต สิ่งเหล่านี้สร้างความหมายให้กับเขา ให้กับชีวิตเบื้องหน้าที่เขาหมายมั่นจะเผชิญ

หากยังไม่ทันที่เขาจะได้สอบบรรจุเป็นพนักงานไปรษณีย์ แผนการชีวิตที่ถูกกำหนดไว้ก็ต้องพลิกผัน เมื่อมีภารกิจ มีบางอย่างสำคัญกว่าการแบกถุงไปรษณีย์ การพเนจรตั้งเสาโทรเลข และการเฝ้ารอเที่ยวบินไปรษณีย์ที่ยังไม่มาถึง เมื่อประเทศไทยสามารถทวงดินแดนอินโดจีนคืนมาจากประเทศฝรั่งเศสได้เป็นผลสำเร็จ ภายหลังการส่งกองกำลังรุกคืบเข้าไปในหลายพื้นที่ ประเทศฝรั่งเศสต้องขอยุติสงครามด้วยการลงนามในอนุสัญญาสันติภาพกับประเทศไทย โดยมีประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ณ กรุงโตกิโอ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2484 และทำการแลกเปลี่ยนสัตยาบันในวันที่ 5  กรกฎาคม 2484 ณ กรุงโตกิโอ เช่นกัน สาระสำคัญในอนุสัญญาข้อสอง เขตแดนระหว่างประเทศไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสจะถูกปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จากเหนือลงมา เขตแดนสองฟากจะแบ่งโดยลำน้ำโขง จนถึงจุดตัดเส้นขนานขีดที่สิบห้า จากตะวันตก เขตแดนจะผ่านเส้นขนานขีดที่สิบห้าด้านพรมแดนที่จังหวัดเสียมราฐกับจังหวัดพระตะบองจนไปจดทะเลสาบ ณ ปากน้ำสตึงกมบต ส่วนในบริเวณทะเลสาบ เขตแดนจะถูกวัดโดยเส้นโค้งกลมรัศมียี่สิบกิโลเมตร จากปากน้ำสตึงกมบตจนจรดปากน้ำสตึงดนตรี  การปักปันเขตแดนตามนิยามนี้ส่งผลให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนขึ้นหนึ่งชุด อันประกอบด้วยไทย ฝรั่งเศสและญี่ปุ่น โดยกำหนดระยะเวลาทำงานไว้หนึ่งปี

เป็นข่าวน่ายินดี ที่ไม่เพียงชาวไทยจะได้ดินแดนที่สูญเสียคืนกลับมา หากแต่ยังเป็นโอกาสให้เขาได้ร่วมปักปันเขตแดนเหล่านี้ด้วยมือของเอง เขาเกิดในจังหวัดพระตะบอง พูดได้ทั้งไทยและเขมร แม้เขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนไทยเสมอ แต่เส้นเขตแดนที่ไม่แน่นอนทำให้เขาลังเล ดังนั้นเมื่อประกาศรับสมัครถูกเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ประชานิกรรายวัน เขาก็นำพาตัวเองเข้าไปสมทบกับชายกลุ่มแรกที่ศาลาว่าการแห่งกระทรวงกลาโหม เขากรอกรายละเอียดส่วนตัว วัดส่วนสูง ชั่งน้ำหนักและวัดรอบอก แต่เมื่อเจ้าหน้าที่จะถ่ายภาพเขา เขากลับปฎิเสธ โดยให้เหตุผลว่า เขามาที่นี่เพื่อเป็นผู้บันทึกภาพ ไม่ใช่เพื่อถูกภาพบันทึก วันนั้นเองเขาได้รับตำแหน่งเป็นช่างภาพประจำหน่วยปักปันเขตต์แดนที่สิบห้ากราดทำการจากสะตึงกมบตถึงเทือกเขาเตโนต์ หน้าที่ของเขาคือถ่ายภาพเสาทุกต้นที่ปักอยู่ตลอดแนว หน้าที่ของเขาคือการถ่ายภาพดินแดนใหม่แห่งประเทศไทย

คณะกรรมการปักปันเขตแดนผู้แทนฝ่ายไทยมีหลวงสิทธิสยามการเป็นหัวหน้า คณะผู้แทนฝ่ายญี่ปุ่นมีนายมาโกโต ยาโนเป็นหัวหน้า และผู้แทนฝ่ายฝรั่งเศสมีนายเดอเลงส์เป็นหัวหน้า หลังจากตั้งคณะกรรมการปักปันเขตแดนแล้วเสร็จ หน่วยปักปันเขตแดนที่15 กราดของเขาก็เริ่มต้นปักปันเขตแดนเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 ตุลาคม 2484 งานในช่วงแรกมีแผนที่เก่าของฝรั่งเศสกำกับอยู่ พวกเขาจึงทำงานอย่างรุดหน้า เสาหลักใหญ่ถูกปักทุกห้ากิโลเมตร และมีหมุดย่อยคอยกำหนดทุกสองกิโลเมตรครึ่ง ที่จริงแล้วภาพถ่ายแต่ละภาพของเขาแทบไม่มีอะไรแตกต่างกัน มันเป็นเพียงภาพถ่ายของเสาปูนกลางดินแดนรกร้างว่างเปล่า แต่ทุกเช้า เขาจะตื่นก่อนคนอื่นๆ และเดินออกไปรับแสงแรกแห่งวัน เล็งหาทิศทางของแสงแดดว่าอ้อมทิศเหนือหรือทิศใต้ แท้จริงแล้วแสงไม่เคยผิดไปจากที่มันเป็น ในฤดูร้อนดวงอาทิตย์จะอ้อมทิศเหนือ ในฤดูหนาวมันจะอ้อมทิศใต้ แต่เขาก็ยังต้องการตรวจสอบมัน เหมือนนายช่างกับเครื่องมือที่รู้จักและคุ้นเคยอย่างดี นอกจากตัวเขาเองแล้ว เขาไม่เคยไว้ใจใคร นี่เป็นงานที่ไม่อาจถอยหลัง นี่เป็นงานที่ต้องไม่มีวันผิดพลาด เขาอาจตายไปในวันนี้วันพรุ่ง อาจตายไปในปีหน้าหรือในอนาคตอันยาวไกล แต่เขตแดนจะคงอยู่ ภาพของเขตแดนจะคงอยู่  ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงอีกต่อไป

จนถึงเดือนเมษายน 2485  กองปักปันเขตแดนที่สิบห้ากราดได้ถึงเวลาหยุดพัก พวกเขาต้องสร้างแผนที่ขึ้นมาใหม่ หลังสิ้นสุดเส้นเขตแดนตามแผนที่เก่า  มีการประชุมที่ฮานอยอันเนื่องจากความขัดแย้งว่าเส้นเขตแดนที่เหลือควรเดินตามเส้นพรมแดนธรรมชาติหรือควรเดินขนานเป็นเส้นตรงต่อจากเส้นขนานที่สิบห้ากราด หากเดินตามเส้นพรมแดนธรรมชาติปราสาทบันทายเสรจะตกเป็นของฝรั่งเศส แต่หากเดินเส้นต่อตามเส้นขนานที่สิบห้ากราดผลจะเป็นตรงกันข้าม

แทนการเฝ้ารอด้วยกระดานหมากรุกและเหล้าข้าวโพดเยี่ยงเพื่อนร่วมงานทั้งหลาย เขาออกเดินเข้าไปในป่าใกล้เคียง แทนการถ่ายภาพเสาหลักแห่งประเทศ เขาฆ่าเวลาด้วยการถ่ายภาพเสาหลักแห่งป่า กล้องหนึ่งแปดศูนย์ของเขาถูกใช้บันทึกความยิ่งใหญ่ของพญาไม้ทั้งหลาย สะพุง กระยาเลย สัก เต็ง รัง เขาชอบภาพของแสงที่ทอดผ่านรอบโคนไม้อันกว้างใหญ่ ไล่เรื่อยไปตามผิวจนถึงยอดที่อยู่พ้นสายตา ในช่วงแรกเพื่อนร่วมงานจะออกตามหาเขาทุกเย็นด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อทุกคนแลเห็นเขาพกอาหารใส่ห่อไปทุกเช้า และเห็นเขากลับที่พักตรงเวลาในย่ำค่ำ การตามหาก็หมดไป

เช้าวันนั้นเขาเดินฝ่าความเปียกชื้นเข้าไปในป่า ฝนตกหนักตลอดคืน ก่อนจะหยุดเมื่อรุ่งสาง เขาชอบเช้าเช่นนี้ เขาชอบแสงแดดที่ต้องหยดน้ำบนใบไม้เขียวชะอุ่ม มันให้สีรุ้งที่สดใส เขารู้ดีว่าภาพถ่ายของเขาเป็นสีขาวดำ และไม่อาจเก็บประกายสีสันใดๆได้ แต่เขาก็ชอบมองภาพนั้นด้วยกล้องของเขาอยู่ดี  ในขณะที่เขาถ่ายภาพแสงสว่างบนใบเสลา เสียงอึกทึกกึกก้องก็ดังขึ้น เขาแลเห็นสายน้ำหลากไหลลงมาจากยอดเขา พุ่งผ่านแนวไม้เข้ามาปะทะกับเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาเหวี่ยงกล้องและขาตั้งไปยังพุ่มไม้ ก่อนจะถูกสายน้ำพัดพาไปโดยไม่อาจทัดทาน เขาพยายามหาที่ยึดเหนี่ยว แต่สายน้ำระรอกสองไม่เปิดโอกาสให้เขาทำเช่นนั้น ศีรษะของเขากระแทกกับแง่งหินและหลังจากนั้นทุกอย่างก็พลันดับสนิทลง

เขาตื่นขึ้นมาในความมืด ก่อนจะคลำพบเสื่อกกรองอยู่ข้างใต้และเมื่อดวงตาเริ่มปรับสภาพ เขาก็แลเห็นตัวเองนอนเหยียดกายอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ เขาเหลียวมองไปโดยรอบ มีประตูหนึ่งบานอยู่ตรงปลายเท้า เขาไม่รู้ตัวว่ามานอนอยู่ที่นี่ได้อย่างไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้เป็นเวลาใด ขณะที่ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถาม หูของเขาก็ได้ยินเสียงใครบางคนเปิดประตูเข้ามา เป็นชายคนหนึ่งที่ในมือถือตะเกียงลาน ชายคนนั้นพูดกับเขาเป็นภาษาเขมรบอกให้เขาเดินตามไป เขาชันกายขึ้นด้วยความยากลำบาก ก่อนจะสลัดความมึนงง แล้วก้าวเดินตามชายคนนั้นไปตามช่องทางเดินแคบๆที่มีเพียงแสงสลัวจากตะเกียงส่องนำทาง 

ทั้งคู่หยุดลงตรงหน้าบานประตูไม้ทาสีฟ้า ชายคนนั้นที่ต่อมาเขาได้ทราบว่าเป็นชาวกัมพูชาเคาะประตูสองครั้ง มีเสียงตอบรับเบาๆ คนข้างในแง้มประตูออกมา ภายในห้องสุกสว่างด้วยแสงยามเที่ยงวัน มีแดดอบอุ่นฉายฉานอยู่เบื้องนอกหน้าต่างบานเกล็ดไม้ นายทหารฝรั่งเศสสองนายอายุประมาณสามสิบปีเศษคนหนึ่งและอายุประมาณยี่สิบต้นๆ อีกคนหนึ่ง นั่งพูดคุยกันอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือตัวเขื่อง พวกเขาวางหมวกทรงสูงไว้บนโต๊ะ ดวงตาสีฟ้าอ่อนของพวกเขาทอประกายด้วยแสงสว่างจากโลกภายนอก ชายกัมพูชาดับตะเกียง แล้วเดินจากไปในความมืดของทางเดิน นายทหารฝรั่งเศสคนแรกบอกให้เขานั่งลงตรงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม  ก่อนจะเอ่ยถามเขาเป็นภาษาเขมรว่า

“คุณหิวหรือยัง?” นายทหารฝรั่งเศสผู้นั้นพูดภาษาเขมรได้ดีจนเชื่อได้ว่า น่าจะอยู่ที่อาณานิคมแห่งนี้มานานนับปี เขาพยักหน้าตอบ “ไม่ต้องกังวล เราจะรบกวนคุณเพียงไม่นาน ผมคิดว่าทั้งหมดน่าจะเรียบร้อยก่อนเวลาอาหารด้วยซ้ำไป”

 นายทหารทั้งสองเริ่มถามชื่อ ถามถึงภูมิลำเนาเดิมของเขา ถามถึงเหตุผลที่มาที่นี่ หลังจากนั้นก็ถามถึงหน้าที่ความรับผิดชอบและสายงานของเขา เขาตอบโดยไม่ปิดบังอะไร  ทำไมต้องปิดบัง ก็ในเมื่อสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้อง  เป็นสิ่งที่ถูกรับรอง ถูกร่างเป็นสนธิสัญญาและให้สัตยาบัน  เขาไม่ได้ทำอะไรผิด เขากำลังทำหน้าที่อันทรงเกียรติของประเทศ เพื่อก่อให้เกิดการปักปันดินแดนที่ยุติธรรม การสนทนาดำเนินไปราวสามสิบนาทีเป็นเพียงบทสนทนาพื้นๆ แต่เขาก็รู้สึกว่านายทหารฝรั่งเศสทั้งสองพอใจในคำตอบของเขา ครั้นแล้วการสนทนาทั่วไปที่เขารู้สึกได้ว่านายทหารฝรั่งเศสทั้งสองต่างพอใจกับคำตอบนั้น

ครั้นเมื่อการสนทนายุติลง นายทหารคนหนึ่งก็ลุกเดินไปที่ประตู เคาะมันเบาๆ สองครั้ง ชายกัมพูชาคนเดิมเปิดประตูเข้ามาพร้อมตะเกียงลานที่จุดขึ้นใหม่อีกครั้ง ไม่มีคำพูดอื่นใดอีก เขาลุกขึ้นแล้วเดินตามชายผู้นั้น หรือตามกลิ่นฉุนของน้ำมันตะเกียงที่เผาไหม้กลับไปยังห้องพัก

ที่ห้องเขาพบอ่างน้ำอุ่น กระโถน ผ้าขาวม้าพร้อมเสื้อผ้าชุดใหม่ และสำรับอาหาร อันประกอบไปด้วยข้าวสวย ผักสด พริกแห้งตำ ต้มยำปลา เขากินทุกอย่างด้วยความหิวโหยและเมื่อจัดการกับอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็นำเอาสำรับไปวางไว้ที่มุมห้อง เขาขับถ่ายของเสียลงกระโถน ปิดฝา เช็ดตัวด้วยผ้าขาวม้า ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า  แล้วล้มตัวนอนบนเสื่อกก เขาจ้องมองตะเกียงลาน  โชคดีที่ไม่ต้องอยู่ในความมืดมิด แต่โชคร้ายที่เขาไม่รู้เหตุผลที่ต้องติดอยู่ที่นี่ เขารู้ว่าการสอบสวนยังไม่สิ้นสุด แต่จะสิ้นสุดเมื่อใดเขาไม่รู้อาจเป็นพรุ่งนี้ สองวันถัดไป หรืออาจไม่มีวันสิ้นสุด เขากวาดสายตาไปรอบๆ มันเป็นห้องที่ไม่มีทางออกอื่นใดนอกจากประตูที่เดินเข้ามา ไม่มีหน้าต่าง ไม่มีบานเกล็ด  ไม่มีช่องแสง หรือไม่มีช่องใดๆ ให้เชื่อมต่อกับโลกภายนอก นอกจากประตูและผนังทึบทึมสี่ด้าน

แสงสว่างจากตะเกียงลานเริ่มอ่อนแรงลง พวกนั้นคงกะปริมาณเชื้อไฟเอาไว้แล้ว  ก่อนแสงไฟจะดับสนิท เขาแลเห็นควันจากตะเกียงลอยผ่านเข้าไปในเพดาน มีช่องลมเล็กๆ อยู่ที่นั่น มันทำให้ห้องนี้มีอากาศ เขาดีใจที่ห้องไม่ได้ปิดตาย แต่ทำไมมันจึงมืดทั้งที่เป็นเวลากลางวัน เขาหาคำตอบไม่ได้ บางทีมันอาจเป็นห้องที่สร้างอยู่ภายในห้องใหญ่ที่ปิดตาย อาจเป็นเช่นนั้น หรือมันอาจเป็นห้องเล็กที่อยู่ท่ามกลางห้องเล็กๆ จำนวนมากมายภายในห้องใหญ่ที่ปิดตาย

เขาพยายามข่มตาหลับ แต่การนอนโดยไม่รู้เวลาเป็นสิ่งที่ยากเย็นสำหรับเขา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าควรหลับหรือไม่ ขณะนี้อาจเป็นเวลากลางคืน แต่ดึกพอที่จะหลับไหมเขาไม่แน่ใจ เขาขบคิดเรื่องเหล่านี้อยู่หลายรอบ จนกระทั่งมีเสียงเพลงดังเล็ดลอดกำแพงเข้ามา  เป็นเสียงเปียโนที่ทั้งดุดัน กราดเกรี้ยว ราวกับบทเพลงแห่งฤดูมรสุม เป็นความบ้าคลั่งของท้องฟ้าที่ขู่คำรามพื้นโลกให้หวาดกลัวด้วยสายฟ้า เสียงฟ้าร้องและพายุเหนือท้องทะเล บทเพลงนั้นดำเนินไปราวสิบถึงสิบห้านาทีจึงค่อยๆ สงบลง

เมื่อความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศ เขาจึงลุกขึ้นเดินไปรอบๆ ห้องที่มืดมิด เพื่อค้นหาว่าบทเพลงนั้นแว่วดังมาจากที่ใด เป็นไปได้ไหมที่มันจะมาจากห้องข้างๆ แต่ผู้ต้องขังจะมีเปียโนได้อย่างไร ผู้ต้องขังอาจได้รับอนุญาตให้นำหนังสือติดตัวไปอ่านได้ แต่สำหรับเครื่องดนตรีอย่างเปียโน ไม่ใช่แน่ๆ เป็นไปไม่ได้เลย เขาพยายามหาคำอธิบายให้แก่ที่มาของเสียงดนตรีปริศนาซึ่งท่วงทำนองอันเกรี้ยวกราดบางท่อนยังคงติดอยู่ในความทรงจำ 

ในความมืดมิดของสภาพบรรยากาศโดยรอบ(หรือกระทั่งภายในความนึกคิดของเขา) และแล้วมีเสียงหนึ่งแว่วมา เป็นเสียงของหญิงที่ฟังดูอ่อนหวานทว่าเยียบเย็นจับใจ เขาคิดว่าตัวเองคงหูฝาด หรือไม่แล้วเขาก็กำลังอยู่ในความฝันเสมือนจริง จะมีผู้หญิงในนี้ได้อย่างไร? เสียงเล็กๆ ของเธอพูดทวนข้อความว่า

“คุณชอบเพลงเมื่อครู่นี้ไหม?”

“…”  เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามผ่านความมืดกลับไปว่า 

“คุณเป็นใคร?”

“ฉันเป็นใครคงไม่สำคัญเท่ากับว่าคุณชอบเพลงเมื่อครู่นี้ไหม?”

เขาไม่ตอบ หากพยายามเพ่งมองไปในความมืดมิดที่รายล้อมตัวเขา

“คุณจะไม่มีวันค้นเจอ หากว่าคุณไม่มีมันอยู่ก่อนแล้ว” เสียงอ่อนหวานเย็นเยียบพูดเย้ายั่วเขาด้วยคำคมอันเก่าแก่ที่เขาจดจำได้ขึ้นใจ

“ถ้าเช่นนั้น คุณก็ต้องรู้คำตอบอยู่แล้ว จำเป็นด้วยหรือที่คุณต้องเอ่ยถามผม” เขาตอบเธอกลับไป

“มันเป็นเพลงที่ฉันเพิ่งแต่งเสร็จ เป็นท่อนแรกสุด” เธอกล่าว

“ผมจะได้ฟังท่อนต่อไปไหม?”

“ไม่ใช่ตอนนี้ ฉันไม่อยากให้คุณรีบร้อน คุณมีเวลาไม่ใช่หรือ?”

“ใช่  เพียงแต่ผมไม่แน่ใจในสถานะของตน ผมอาจต้องจากไปในวันนี้ หรืออาจต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดกาล”

“ทุกคนบนโลกนี้ล้วนอยู่กับความไม่แน่นอน”

ถึงตอนนี้เขาเริ่มลังเลว่าเสียงพูดของเธออาจไม่ได้ดังอยู่ข้างหู แต่ดังมาจากภายในใจของเขาเอง

“คุณควรพัก มันดึกมากแล้ว”

“คุณรู้เวลาข้างนอกอย่างนั้น?”

“ฉันอยู่ที่นี่มานานกว่าคุณ นี่เป็นสิ่งแรกที่ฉันรู้”

“ผมเคยพบคุณมาก่อนหรือไม่? บอกชื่อของคุณให้ผมรู้ได้ไหม?”

“สิ่งที่เราสามารถพูดถึงได้ มิใช่สิ่งที่เที่ยงแท้ ชื่อที่สามารถเรียกได้ มิใช่ชื่อที่เที่ยงแท้ ใครบางคนบอกเช่นนั้น ดึกมากแล้ว คุณควรพักผ่อนได้แล้ว มีหลายสิ่งที่คุณต้องทำในวันพรุ่งนี้”

“ราตรีสวัสดิ์” เขาตัดใจบอกลา

“ราตรีสวัสดิ์” เป็นคำพูดสุดท้ายของเธอ

เมื่อเขาตื่นขึ้น ทุกสิ่งถูกตระเตรียมไว้เรียบร้อย ตะเกียงที่ดับมอดและถาดอาหารเก่าถูกเก็บไป มีอาหารถาดใหม่ เสื้อผ้าชุดใหม่ อ่างอาบน้ำใบใหม่และกระโถนใบใหม่วางแทนที่ ทุกอย่างถูกจัดเปลี่ยนโดยเขาไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย เขาขับถ่าย ล้างหน้า เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า และรับประทานอาหารเช้าในความมืดมิด เขารู้ว่ามันเป็นเวลาเช้า เขารู้ว่าประตูจะถูกเปิดออก และชายชาวกัมพูชาคนเดิมก็จะเดินเข้ามาพร้อมตะเกียงอันใหม่ เขานั่งรออยู่เพียงครู่เดียว ก็มีเสียงเลื่อนสลักประตู เขาลุกขึ้นเดินตามชายคนนั้นไปจนถึงห้องที่มีประตูสีฟ้า นายทหารฝรั่งเศสสองคนรอเขาอยู่ก่อนแล้ว ในวันนี้พวกเขาสอบถามถึงความรู้เกี่ยวกับ ชนเผ่าต่างๆ ในกัมพูชา “คุณรู้จัก ขมุ จาม ส่วย กุลา แค่ไหน?” เขาตอบไปเท่าที่เขารู้  พวกเขาสอบถามถึงความรู้เกี่ยวกับป่าและสิงสาราสัตว์ “คุณรู้จักลิงลม ลิงแสม ทากควาย จระเข้ ดีแค่ไหน  คุณรู้จัก สะบุง ลำโพง หวาย ดีแค่ไหน?” เขาตอบไปเท่าที่เขารู้  ในที่สุดนายทหารฝรั่งเศสที่อายุมากกว่าอีกคนก็ยุติการสัมภาษณ์

เขาคิดว่า นายทหารสองคนใช้เวลาสอบสวนเขาราวสองชั่วโมง แต่เมื่อเริ่มขยับตัว เขากลับคิดว่ามันอาจเนิ่นนานกว่านั้น เพราะเขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดและเมื่อยล้า ระหว่างทางกลับเขานึกไปถึงบทเพลงและบทสนทนาลึกลับเมื่อค่ำวาน เขานึกถึงภาพยนตร์เรื่อง-คืนสังวาส-ของ ฌ็อง เอปสตีน อันเป็นเรื่องราวของนักปรัชญาที่ต้องโทษประหารและในระหว่างการรอคอยวันขึ้นตะแลงแกงภายในเรือนจำอันทึบทึมหดหู่ ก็มีองค์รานีแห่งปัญญามาเป็นเพื่อนคุยเพื่อปลอบประโลมใจเขาด้วยความรู้ในทุกค่ำคืน

ชายกัมพูชานำเขาไปส่งที่ห้อง ทุกอย่างถูกเตรียมไว้ก่อนแล้ว เขาทานอาหารหมดลงอย่างรวดเร็ว เช็ดตัว ชำระร่างกาย และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเสื่อกก หลังตะเกียงดับลงไม่นาน เสียงเพลงก็เริ่มดังขึ้น 

ในวันนี้บทเพลงดำเนินไปอย่างรื่นรมย์ราวกับเป็นบทเพลงแห่งป่าเมื่อฝนแรกโปรยปรายลงมา จังหวะที่สดใสบันดาลให้นึกถึงภาพของดอกไม้เบ่งบาน หมู่ผีเสื้อเริงร่าขยับปีก และเสียงขับขานโต้ตอบของฝูงสัตว์และมวลวิหค เขาปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปในป่าดึกดำบรรพ์อันรังสรรค์ขึ้นจากท่วงทำนองอันเบิกบาน หรือจวบจนกระทั่งบทเพลงนั้นสิ้นสุดลง

เสียงของหญิงสาวคนเดิม ดังขึ้นในท่ามกลางความมืดมิด

“บทเพลงเมื่อครู่นี้…”

“เป็นท่อนที่สอง บทเพลงของเราดำเนินผ่านมาถึงครึ่งทางแล้ว”

“ครึ่งทาง?”

“ใช่”

“มันดูแตกต่างจากเดิมมาก เป็นไปได้ไหมที่จะได้ฟังท่อนที่เหลือทั้งหมดในคืนนี้?”-ไม่ผมเพียงไม่อาจทนรอฟังทั้งหมดของมันนานกว่านี้ได้

“ฉันเกรงว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรอ คุณควรนอนเอาแรง  พรุ่งนี้น่าจะเป็นอีกวันที่หนักหน่วงสำหรับคุณ”

“ราตรีสวัสดิ์” เขาพูดอย่างสิ้นหวัง

“ราตรีสวัสดิ์” เธอตอบเขา

เขาตื่นในเวลาที่คิดว่าเช้ากว่าวันก่อนๆ แต่ก็ยังพบว่าทุกสิ่งได้ถูกตระเตรียมไว้แล้ว เหมือนเช่นเมื่อเย็นและเช้าวานนี้ เขาขับถ่าย เช็ดตัวด้วยผ้าขาวม้า ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ แล้วนั่งกินอาหารในสำรับจนหมด เพียงครู่เดียวชายชาวกัมพูชาคนเดิมก็เปิดประตูเข้ามา และพาเขาไปยังห้องประตูสีฟ้า มีทหารฝรั่งเศสสามนาย  นายทหารคนใหม่อายุประมาณสี่สิบ ยืนกอดอกทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา แสงจากภายนอกส่องเรื่อเรืองตามเส้นขอบร่างของเขา เขานั่งลงที่เก้าอี้ตัวเดิมโดยไม่รอฟังคำสั่ง มีแผนที่และซองจดหมายวางอยู่บนโต๊ะ เขาจ้องมองสิ่งของเหล่านั้นสลับกับภาพของนายทหารคนใหม่ที่ยืนอยู่อีกครั้ง

“ขอบคุณมากสำหรับความร่วมมือในสองวันที่ผ่านมา  วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้คุยกัน”

“ผมเป็นอิสระแล้ว?”

“ใช่และไม่ใช่ เพราะคุณไม่ได้อยู่ที่นี่ในฐานะนักโทษ ผมจะพูดให้เข้าประเด็น” นายทหารคู่สนทนาเบนสายตามองไปทางนายทหารที่กอดอก ที่บัดนี้ดูเหมือนตกอยู่ในภวังค์กับภาพนอกหน้าต่าง ก่อนจะหันกลับมาพูดกับเขาว่า

“คุณเคยได้ยินชื่อของ อ็องเดร มาลโรซ์ไหม?”

“ไม่เคย” เขาตอบความจริง เขาไม่เคยได้ยินชื่อนั้นในคณะกรรมการปักปันฝ่ายฝรั่งเศสเลย

“ไม่แปลก ชื่อของเขาสูญหายไปเกือบยี่สิบปีแล้ว ถ้าเราไม่เอ่ยชื่อเขา เขาก็น่าจะเป็นบุคคลสาบสูญไปตลอดกาล”

นายทหารที่สนทนากับเขาหันไปมองนายทหารริมหน้าต่าง ที่ยังคงยืนอยู่ในท่าเดิมอีกครั้ง แล้วจึงบ่ายหน้ากลับมาพูดกับเขาว่า

“มาลโรซ์ เป็นนักเขียนชาติเดียวกับเรา เขามาที่นี่ในปีค.ศ.1923 และเดินทางไปถึงปราสาทบันทายเสร ด้วยความประทับใจในความงดงามของปราสาทหินทรายแห่งนั้นราวกับต้องมนต์สะกด เขานำประติมากรรมประดับปราสาทส่วนหนึ่งกลับฝรั่งเศสแต่ถูกจับได้ที่ฮานอย ประติมากรรมถูกริบ เขาถูกตัดสินจำคุกสามปี มีนักเขียนปัญญาชน จำนวนมากเขียนจดหมายถึงรัฐบาลฝรั่งเศสขอให้เว้นโทษเขา ในที่สุดเขาถูกจำคุกเพียงหนึ่งปี และมีคำสั่งให้รอลงอาญา เขาเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศสเพื่อหาหลักฐานมาสู้คดี แต่ขณะที่เขาออกจากเขมร  คดีเขาก็ถูกจำหน่ายออกจากศาลและได้รับอิสรภาพในที่สุด”

“ฟังดูเหมือนวีรบุรุษในตำนานปรัมปรา”

“ไม่ใช่ตอนนั้นหรอกที่เป็นตำนาน” นายทหารคนเดิมกล่าว “หากเป็นเรื่องราวที่เกิดในภายหลัง มาลโรซ์ได้เดินทางกลับมาอินโดจีนอีกครั้ง คราวนี้เขาพำนักอยู่ในกรุงฮานอย เขาออกหนังสือพิมพ์ชื่อ-อินโดจีน-เพื่อต่อต้านรัฐบาลฝรั่งเศสและปลุกระดมแนวร่วมอย่างเปิดเผย หนังสือพิมพ์ฉบับนี้มีสมาชิกจำนวนมากมาย นายทหารคนหนึ่งในกองทัพของเราศรัทธาในตัวมาลโรซ์อย่างยิ่งและตัดสินใจเข้าร่วมกับหน่วยใต้ดิน เชื่อกันว่านายทหารผู้นี้เป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวในช่วงนั้น ก่อนจะถูกลอบสังหารโดยชาวเวียดนามคนหนึ่ง สิ่งสำคัญมีอยู่ว่าเขามีผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งนามว่า ปิแอร์ บูร์ดิเยอร์” นายทหารอีกคนกล่าวต่อไปว่า “เป็นเวลานาน กว่าเราจะรู้ว่าบูร์ดิเยอร์เป็นผู้ครอบครองสมุดบันทึกปฎิบัติการของมาลโรซ์ในอินโดจีนทั้งหมด แต่ก็ดูเหมือนจะสายเกินไปเพราะบูร์ดิเยอร์ได้ออกจากกองทัพไปเมื่อสองปีก่อน เขาได้เริ่มจัดตั้งกองกำลังอิสระที่ประกอบด้วยชาวพื้นเมืองจำนวนหนึ่ง เข้ายึดครองปราสาทบันทายเสร เราไม่รู้เหตุผลของเขาคืออะไร เราไม่รู้ถึงสาเหตุที่กองพลของเขารวมตัวกันอยู่ที่บันทรายเสร บูร์ดิเยอร์ไม่เคยติดต่อเรากลับมาอีกเลย  ชาวผิวขาวทุกคนที่เข้าใกล้ปราสาท จะถูกยิงทันทีโดยไม่มีการเตือนไม่ว่าจากกระสุนปืน บอเลา หรืออาวุธประหลาด ร้อยเอก บูรดิเยอร์ เป็นนายทหารที่มีความสามารถมาก เขาพูดภาษาถิ่นได้สิบภาษา และการเข้าถึงตัวเขายังคงเป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่ที่เราส่งไป ถ้าไม่เสียชีวิตลงก็มักจะหายสาบสูญไป แม้เรามีเหตุผลให้เชื่อว่าการจัดตั้งกองกำลังน่าจะมาจากสมุดบันทึกปฏิบัติการของมาลโรซ์ อาจมีขุมทรัพย์บางอย่างที่ยังไม่ได้รับการขุดค้น อาจมีปะติมากรรมล้ำค่าบางชิ้นที่ยังไม่ได้ขนย้าย หรือแม้กระทั่งอาจมีดินแดนบางแห่งที่ตกสำรวจ อันที่จริงแล้วเรื่องราวของบูร์ดิเยอร์  ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเราเลย หากไม่มีการกำหนดเขตแดนใหม่เกิดขึ้น ถ้าเราปล่อยให้คณะกรรมการปักปันเขตแดนไม่ว่าจากไทยหรือญี่ปุ่นเข้าไปเผชิญกองกำลังอิสระไม่สังกัดฝ่ายที่มีผู้นำเป็นคนฝรั่งเศส  ไม่เพียงแต่ประเทศของเราจะเสียหายจากการละเมิดสนธิสัญญา เรายังอาจถูกประนามจากประชาคมโลกในฐานะที่เป็นกองทัพที่ไร้ระเบียบวินัย เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นล้วนไม่เป็นผลดีแก่ใครเลย”

เขานั่งฟังเรื่องราวที่เหลือเชื่อนี้ด้วยความสงบ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา หากบูร์ดิเยอร์พอใจจะอยู่ที่นั่นชั่วนิรันดร์ นั่นก็เป็นชะตากรรมของเขาเอง หากประเทศฝรั่งเศสจะอับอายจนป่นปี้ นั่นก็เป็นปัญหาของประเทศฝรั่งเศสเอง เขารู้สึกว่า โลกภายนอกไม่มีอะไรให้ใส่ใจ การตัดขาดจากโลกที่เขารู้จักเพียงสองวัน ได้เปลี่ยนความรู้สึกของเขา ถ้าจะมีสิ่งสำคัญในตอนนี้ เขาคิด ก็คงเป็นบทเพลงยามวิกาลที่กังวานอยู่ในหูของเขา

“สิ่งที่เราอยากให้คุณช่วยมีเพียงการส่งจดหมายฉบับนี้ให้ถึงมือบูร์ดิเยอร์เท่านั้น เราจะตอบแทนคุณด้วยกล้องบันทึกภาพและอุปกรณ์ชุดใหม่”

เขาพยักหน้ารับ

“ขอบคุณมาก” นายทหารตอบพร้อมรอยยิ้ม

“แต่ด้วยเงื่อนไขหนึ่ง”เขาพูด “ขอให้ผมได้พบกับผู้ต้องขังในห้องข้างๆสักครั้ง”

นายทหารริมหน้าต่างหันกลับมาพูดกับเขาเป็นภาษาฝรั่งเศส ก่อนที่นายทหารคนหนึ่งจะแปลข้อความนั้นออกมาเป็นภาษาเขมรว่า

“เราไม่อยากปฎิเสธคำขอของคุณ แต่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยู่ในห้องข้างๆ คุณ มันเป็นห้องเปล่าที่เราก็แทบจะลืมมันไปแล้ว”

เขาถูกนำตัวกลับไปยังห้องพัก อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ทานอาหาร แล้วล้มตัวนอน เขาทำทุกอย่างเหมือนที่เคยทำ แต่เขายังหวั่นใจว่าค่ำคืนนี้อาจไร้บทเพลงและคู่สนทนาในความมืดมิด ภารกิจส่งจดหมายให้บูร์ดิเยอร์ไม่ใช่สิ่งที่เขากังวลใจหรือไม่ใช่เช้าวันใหม่ในโลกกว้างใหญ่นอกห้องแคบๆ ดอก ที่จะเป็นธุระให้เขาต้องใครครวญคิด ความเงียบงันในความมืดมิดกำเนิดความรู้สึกของความเป็นนิรันดรภาพและความไม่สิ้นสุด ขณะที่จิตใจของเขาล่องลอยไปในโลกอันเร้นลับที่ซ่อนตัวอยู่ในกำแพงสี่ด้าน และความโดดเดี่ยวของเขา บทเพลงเนิบเนือยช้าเชือนก็ค่อยๆ เริ่มต้นบรรเลงดังขึ้น มันเป็นบทเพลงของฤดูหนาวที่ความเศร้าสร้อยแผ่ขยายไล่ลามไปตามเส้นขอบฟ้า มันเป็นบทเพลงแห่งการร่ำลาเพื่อวันข้างหน้าจะได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง เสียงเปียโนกังวานใสค่อยๆแผ่วเบาลงก่อนจะจางหายไปในความเงียบงันอีกครั้งหนึ่ง

“ผมนึกว่าคุณได้จากผมไปแล้ว” 

“คุณต่างหากที่กำลังจะจากฉันไป”

“เพลงที่คุณเล่นเมื่อครู่นี้…”

“ใกล้จบสมบูรณ์แล้ว” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง “มันเป็นท่อนก่อนสุดท้าย”

“แทนคำลา”

“จนกว่าเราจะพบกันอีก”

เขานอนหลับไปด้วยความรู้สึกเป็นสุข ไม่ใช่การได้รับอิสรภาพ ไม่ใช่โอกาสที่จะได้กลับไปทำงานในหน้าที่อันทรงเกียรติ หากแต่เป็นคำมั่นสัญญาระหว่างเธอกับเขา กลางคืนผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เป็นคืนแรกที่เขารู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวในภายนอก เขารู้สึกได้ถึงเสียงร้องของนกเค้าแมวที่ออกล่าเหยื่อยามราตรี ถึงเงาไม้ที่วูบไหวตรงชายป่า เขาสัมผัสได้ถึงวิถีโคจรของดวงจันทร์และหมู่เมฆที่เคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างแช่มช้า

เมื่อเขาตื่นขึ้น เขาก็พบกับแสงสว่างรอบๆ ตัว เขาพบตัวเองนอนอยู่บนเตียงอันอ่อนนุ่ม ในห้องที่มีหน้าต่างรอบด้าน มีโต๊ะอาหารที่เต็มไปด้วยผลไม้หลากชนิด ดังที่นายทหารที่สัญญาไว้ เขาได้รับกล้องและกล่องอุปกรณ์ชุดใหม่เอี่ยมที่ตั้งวางอยู่บนพื้นพร้อมด้วยซองจดหมายและแผนที่  เสื้อผ้าเก่าของเขาถูกซักและพับอย่างเรียบร้อยไว้บนโต๊ะหัวเตียง  ชายชาวกัมพูชาถือถาดอาหารมาบริการเขา เขายิ้มแย้มและวางอาหารแต่ละจานลงบนโต๊ะพร้อมกับเอ่ยชื่อของมัน เป็นยิ้มแรกที่เขาได้เห็นในมื้ออาหาร สามลา มรกต-เขียวหวานไก่ เนียม ตระยอง เฉก-ยำหัวปลี มีน เกา เล่า-ไก่นายพราน หลังมื้ออาหาร เขาอาบน้ำในอ่างอาบน้ำใหญ่กลางห้อง เขาแช่น้ำอย่างยาวนานก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของเจ้าหน้าที่ปักปันเขตแดน เขาสวมปลอกแขนด้วยความรู้สึกเงียบเหงาหยิบซองจดหมายและแผนที่ใส่กระเป๋ากล้องและเดินออกจากห้อง ประตูห้องนั้นเปิดตรงไปสู่ประตูค่าย ไม่ปรากฎวี่แววของใครคนใดอื่น  ไม่มีใครมาส่งเขา ไม่มีใครขัดขวางเขาเช่นกัน ราวกับผู้คนในค่ายได้อันตรธานไป เขาออกเดินไปตามแผนที่จนพบเส้นทางสายหลัก หลังจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าสู่ปราสาทบันทายเสร 

ระหว่างทางเขาพบสิ่งน่าสนใจมากมายทั้งต้นสักที่มีเส้นรอบวงราวสิบคนโอบ ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่สามารถกลืนกินนกการเวกได้ทั้งตัว ฝูงลิงที่โหนตัวเป็นรูปจักรดารา แต่เขากลับไม่สนใจบันทึกภาพเหล่านั้น  เขาต้องการพบกับปิแอร์ บูร์ดิเยอร์ให้เร็วที่สุด เขาต้องการส่งจดหมายให้เร็วที่สุดเท่านั้น

หมู่บ้านสุดท้ายก่อนถึงปราสาทบันทายเสรคือ โปราลซอล เป็นหมู่บ้านเดียวกับที่อังเดร มาลโรซ์เคยไปถึง เขาเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ทุกอย่างเงียบสงบ ในบ้านแต่ละหลังมีเพียงฝุ่นผง  บางบ้านมีกาต้มน้ำทิ้งอยู่บนเตา  บางบ้านมีหม้อดินเผาพร้อมเศษข้าวแห้งกรัง บนฝาไม้ไผ่เต็มไปด้วยใยแมงมุม ในบ้านหลังหนึ่งเขาพบโครงกระดูกของสุนัขและลา รวมถึงซากกระดูกไก่ที่ถูกกัดกิน มีขนนกตกอยู่ทั่วไป เขามุ่งหน้าต่อไปยังปราสาทบันทายเสร เขาไม่มีความหวาดกลัว เขาไม่มีความไหวหวั่น เขารู้ดีว่า เขาจะไม่ตาย ปิแอร์ บูรดิเยอร์ไม่เคยยิงคนตะวันออกและถึงปิแอร์ บูรดิเยอร์จะยิงเขา เขาก็จะไม่ตาย เขาจะไม่ตายจนกว่าจะได้ยินเสียงเพลงท่อนสุดท้ายนั้น 

เขาไปถึงปราสาทบันทายเสรในตอนพลบค่ำ ทุกอย่างเงียบสงบ  เขาเดินผ่านคบไฟสุกสว่างและติดตามกองกำลังชาวกัมพูชาจำนวนมากที่มุ่งตรงไปยังปราสาท เขาแลเห็นปิแอร์ บูรดิเยอร์นอนสงบอยู่บนเปลที่ผูกไว้ระหว่างต้นไม้ใหญ่สองต้น บูร์ดิเยอร์นอนหลับตาเหมือนดังทารกแรกเกิด  เขาไม่เคยพบปิแอร์ บูรดิเยอร์มาก่อน แต่เขาก็รู้ว่านั่นคือบูรดิเยอร์ เพราะมีชายผิวขาวเพียงคนเดียวในนั้น เขายืนอยู่ข้างบูร์ดิเยอร์เป็นเวลาเนิ่นนาน แต่ดูเหมือนบูรดิเยร์จะหลับสนิทจนไม่มีใครสามารถปลุกให้ตื่นได้  ชายกัมพูชาคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างเปลพูดกับเขาว่า “ผมชื่อปราน คุณไปพักผ่อนเถอะ บูรดิเยอร์จะยังไม่ตื่นในวันนี้”

เขาตามชายคนนั้นไปที่พัก แล้วหลับเป็นตายบนแคร่ไม้ไปจนถึงรุ่งเช้า เมื่อตื่นขึ้น ชายที่ชื่อ ปราน นำเขาไปยังลำน้ำใกล้เคียง หลังการชำระร่างกายเสร็จสิ้น เขาถูกนำไปยังลานกว้างหน้าปราสาท มีโต๊ะอาหารยาวที่คลุมด้วยผ้าขาวบริสุทธิ์  ปิแอร์ บูร์ดิเยอร์ นั่งอยู่หัวโต๊ะ โดยมีกองกำลังอารักขาอยู่รอบๆ บูร์ดิเยอร์ส่งสัญญาณให้เริ่มทานอาหารเช้า แต่แท้จริงแล้วมันคืออาหารทุกมื้อ เพราะพวกเขาทานอาหารมื้อนั้นจนตะวันตกดิน ก่อนที่บูร์ดิเยอร์จะเคลื่อนตัวไปที่เปล นอนลงและหลับตา 

“ผมมีจดหมายให้คุณ” เขาเอ่ยขณะที่ยืนข้างเปลเหมือนเมื่อวันวาน 

“เก็บจดหมายของคุณไว้ก่อน ใกล้เวลาสำคัญแล้ว” บูร์ดิเยอร์ตอบทั้งที่ยังหลับตา ครั้นแล้วก็มีเสียงนกตัวหนึ่งดังขึ้น ป่าทั้งป่าเงียบสงัด กองกำลังชาวกัมพูชาล้อมตัวเป็นวง แล้วคุกเข่าลงกับพื้น พวกเขายกศีรษะมองไปที่ยอดไม้ราวการคารวะเทพเจ้า เขามองไปที่ยอดไม้นั่นเช่นกัน แต่ด้วยความสูงใหญ่เสียดฟ้าของต้นไม้ เขาไม่เห็นนกนั่น แต่ก็ยังได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน ทุกอย่างเงียบสนิทอย่างแท้จริง ไม่มีแม้เสียงใบไม้ไหว ไม่มีแม้เสียงลม  นกตัวนั้นขับเสียงของมันอยู่ราวห้านาที แต่เป็นห้านาทีที่ยาวนานที่สุดในชีวิตเขา เสียงนกขับจากสูงไปหาต่ำ จากหนักไปหาค่อย มันเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึก และอารมณ์ที่ทั้งเศร้าสร้อย อ่อนหวาน ดุดันจริงจัง ทั้งเงียบเหงารื่นรมย์ มันบรรจุทุกอารมณ์แห่งทุกฤดูกาล และแล้วเสียงร้องของนกก็หยุดลง เสียงในธรรมชาติระงมขึ้นอีกครั้ง บูร์ดิเยอร์ลืมตาขึ้น หยิบจดหมายจากมือของเขา แล้วยิ้ม ดวงตาของเขากระจ่างใสใบหน้าของเขาอิ่มเอิบ “นั่นคือเสียงร้องของนกวีลาปูลู มันจะร้องเพลงเพียงครั้งเดียวตลอดสามปี ผมพลาดเสียงของมันเมื่อหลายปีก่อน”บูร์ดิเยอร์พูด 

“คุณรู้เรื่องของมันได้อย่างไร?”เขาถาม

” มันถูกบันทึกในสมุดส่วนตัวของอังเดร มาลโรซ์  เขาเขียนไว้ว่า-ผู้ที่ได้ยินเสียงร้องของมันจะตายไปพร้อมกับความสุข-ในสมุดบันทึกของมาลโรซ์ไม่มีเรื่องการเมืองใดเลย มีแต่เสียงเพลง มีแต่ความงามแห่งเสียงเพลงเท่านั้น”บูร์ดิเยอร์ไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้นอีกนอกจากนอนหลับไปบนเปลตัวเดิมที่เขาเห็นเมื่อค่ำวาน

วันรุ่งขึ้น เขามาถึงโต๊ะอาหารแต่เช้า แต่นอกจากปรานแล้วไม่มีใครอื่นอีก มีอาหารจัดไว้เพียงสองชุด ไม่มีกองกำลังอารักขาอีกต่อไป ไม่มีปิแอร์ บูร์ดิเยอร์ด้วยซ้ำ  เขาทานอาหารกับปรานอย่างเงียบๆ และหวังว่าบูร์ดิเยอร์จะปรากฎตัวขึ้น เขาต้องการบอกลาบรู์ดิเยอร์และจากไป แต่ก็ไม่มีวี่แววของบูร์ดิเยอร์เลย  เมื่อการทานอาหารเสร็จสิ้นลง ปรานเก็บจานที่ทำจากกะลามะพร้าวทั้งหมดไปกองรวมที่กลางแจ้งแล้วจุดไฟเผา เมื่อเปลวไฟโชติช่วงปรานก็ถอดเสื้อผ้าของตัวเองโยนลงกองไฟแล้วยืนอยู่อย่างเปลือยเปล่า

“บูร์ดิเยอร์ อยู่ที่ไหน? ผมต้องการกล่าวลา”

“ไม่มีปิแอร์ บูร์ดิเยอร์อีกแล้ว” ปรานตอบเบาๆ  “เขายิงตัวตายเมื่อคืน ทิ้งเพียงจดหมายให้เราสลายทุกสิ่งไป”

เขางงงัน บูร์ดิเยอร์ดูแจ่มใสก่อนการจากลาเมื่อคืน ไม่มีวี่แววแห่งความตายใดเลย 

“คุณไม่รู้หรอกหรือว่าในจดหมายนั้นเขียนว่าอะไร?” ปรานถาม

“ผมไม่รู้ภาษาฝรั่งเศสเลย”

ปรานมองหน้าเขา มีหยาดน้ำตาบนใบหน้า “เนื้อความในจดหมายบอกว่า ครอบครัวของคุณอยู่ในความดูแลของเราแล้ว เราจะปูนบำเหน็จสูงสุดให้คุณและดูแลพวกเขาอย่างดี แต่ขออย่าให้ประเทศฝรั่งเศสได้เห็นคุณอีกเลย…”

เขาเก็บของออกจากที่พัก ไม่มีประโยชน์อีกต่อไปที่จะรั้งรอ ปิแอร์ บูรดิเยอร์ถึงแก่ความตาย กองกำลังของเขาสลายตัว ภารกิจของเขาจบลงแล้ว เขาตรวจสอบเวลาจากดวงจันทร์ หากเขามุ่งหน้าขึ้นเหนือถึงสตึงเตร็ง เขาจะไปทันกองปักปันเขตแดนที่สิบห้ากราดที่ดอนโขง และหากเขาไปถึงทันเวลา เขาจะได้ร่วมบันทึกภาพการปักปันเขตแดนกลางทะเลสาปเป็นครั้งแรก 

เขาเริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง แม้คราวนี้เป้าหมายของเขาจะแตกต่างจากคราวก่อน แต่เขาก็ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบอีกแล้ว เขารู้สึกไร้ความหมายดั่งแก้วน้ำที่ว่างเปล่า ระหว่างทางเขาจะหยุดบันทึกภาพที่สนใจ เขารู้สึกเหมือนตนเองเป็นประชากรของโลกไม่ใช่ของดินแดนใด เป็นนกที่ไร้สัญชาติ เป็นแม่น้ำระหว่างพรมแดน ทุกอย่างที่เขาพบในธรรมชาติล้วนเป็นสิ่งเดียวกับเขา เขาบันทึกภาพผีเสื้อที่มีชีวิตเพียงหนึ่งวันด้วยการดื่มกินน้ำตาของจระเข้  เขาปราศจากความกลัว ขณะเข้าไปใกล้จระเข้อย่างชนิดหายใจรดต้นคอ เขาเฝ้ารอบันทึกภาพลูกของเสือหางดาบขณะกำลังคลอด ดวงตาของเขาสบกับดวงตาของแม่เสือตลอดเวลา แต่เขาก็ไม่รู้สึกหวาดกลัว เขากินใบไม้ทุกชนิดที่พบเพื่อยังชีพ เริ่มด้วยใบไม้สีเขียวเข้มก่อนจะไล่ไปสู่สีเขียวอ่อน เขารู้ดีว่าใบไม้จำนวนมากมีพิษต่อร่างกาย แต่ความหวาดกลัวเหมือนอำลาจากไปจากร่างกายและจิตใจของเขาไปแล้ว เพราะเขารู้ว่าเขาจะไม่ตายก่อนการได้ยินบทเพลงสุดท้ายนั้น 

เขาไปทันเพื่อนร่วมงานที่ท่าเรือเกาะคอนดอนโขงในอีกสิบห้าวันต่อมา เป็นข้างแรมที่น้ำลงต่ำสุดจนแลเห็นทุกเกาะแก่งอย่างชัดเจน ทุกคนประหลาดใจที่เห็นเขาในทีแรก มีเสียงซุบซิบพูดคุยถึงเขาเป็นภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษาฝรั่งเศสและภาษาญี่ปุ่น เขาก้าวลงเรืออย่างสงบ และทำหน้าที่ของเขาเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น การปักปันเสาหลักแรกในทะเลสาบเป็นไปอย่างราบรื่น กรรมการสั่งเรือกลับเข้าฝั่ง และในขณะที่เขายกกล้องขึ้นเพื่อบันทึกภาพ เขาก็แลเห็นภาพของเธอ แม้เขาจะไม่เคยเห็นเธอมาก่อน แต่เขาก็แน่ใจว่า นั่นคือภาพของเธอ เธอนั่งอยู่ข้างเปียโนกลางอากาศ นิ้วของเธอวางอยู่ที่แป้น

ครั้นเมื่อเธอสบตาเขาเธอเริ่มบรรเลงบทเพลงนั้นทวนตั้งแต่ท่อนแรก ท่อนที่สอง ท่อนที่สาม และเมื่อถึงท่อนสุดท้ายเธอก็เปล่งเสียงร้องออกมาประสานกับเสียงเปียโน มันเป็นบทเพลงเดียวกับที่เขาได้ยินในป่า และเป็นบทเพลงเดียวกับที่ปิแอร์ บูร์ดิเยอร์ได้ยินในป่า เป็นบทเพลงเดียวกับที่ทุกผู้คนในป่าได้ยิน 

เพียงแต่ในครั้งนี้ มีเพียงเขาคนเดียวที่ได้ยิน เสียงของเธอทำให้ทุกเสียงรอบข้างเงียบงัน  เขาบันทึกภาพของเธอ เป็นภาพที่เขารู้ดีว่าจะไม่มีใครเห็นหรือไม่มีวันเข้าใจ เขาบันทึกของเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เสียงเพลงจะสิ้นสุดลง แต่เขาก็ยังคงบันทึกภาพนั้นต่อไป เรือโดยสารนำพาเขาห่างจากเสาเข้าสู่ฝั่ง ในขณะที่ภาพของเธอค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ

-จบ-

ตีพิมพ์ใน นิมิตต์วิกาล (รวมเรื่องสั้น) 2554

-------------------------------------------------------

ต้น - อนุสรณ์  ติปยานนท์ ชายผู้ตัดสินใจหันหลังให้กับการสอนหนังสือ แล้วมาจับงานด้านการเขียนอย่างจริงจัง หลายคนมักบอกว่าตัวหนังสือของเหงา เว้าแหว่ง แต่ก็อบอุ่นและโรแมนติก  

เริ่มต้นจับปากกาด้วยการเป็นนักแปล ซึ่งเป็นงานอดิเรก จากความตั้งใจที่อยากเขียนหนังสือเล่มเล็กๆ สักเล่มหนึ่งถึงเพื่อนสนิทผู้จากไปในเหตุการณ์ 11 กันยายน  บัดนี้ปริมาณหนังสือที่เขียนเริ่มขยายตัวไปเรื่อยๆ  

ปัจจุบัน  ในฐานะนักแปล นักเขียน  เชฟ  อนุสรณ์ยังคงจริงจังกับการเขียนและมีผลงานต่อเนื่องในโลกวรรณกรรม  

รวมทั้งสเตตัสบนเฟซบุ๊กให้แฟนนักอ่านติดตามกันอยู่เสมอ 

ผลงานทางด้านวรรณกรรม

แชร์/ส่งต่อบทความนี้


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up
[apwp_player]