[apwp_player]
menu แสดงเมนู
ไฟ
ระยำจริง ๆ ! คิดดูสิวะผู้หญิงคนไหนจะสมัครใจมาเป็นกะหรี่
[molongui_author_name]
นิมิตต์วิกาล เรื่องก่อนหน้า เริ่มต้นด้วยหัวใจที่แตกสลาย เรื่องถัดไป

“ระยำจริง ๆ ! คิดดูสิวะผู้หญิงคนไหนจะสมัครใจมาเป็นกะหรี่ ไอ้พวกเหี้ยที่หากินกับผู้หญิงนี่ระยำแท้ ขอเพียงแต่ไม่ใช่แม่มันที่ขายตัวเป็นใช้ได้!”

     เราสามคน—ชุมพล พ.ต.ต.อัศวิน และผมนั่งดื่มเหล้าด้วยกันในค่ำวันหนึ่ง ไม่รู้ว่าชุมพลไปรับอารมณ์เก็บกดมาจากไหน พอเหล้าชักขึ้นหน้า เขาก็ระบายความรู้สึกของเขาออกมามากมายจนผมประหลาดใจ

     “กูเกลียดสังคมโลกีย์นี่เต็มที ลองคิดดู ชั่วเวลาแค่สิบห้าปีที่กูย้ายมาอยู่ในกรุงเทพฯโรงแรมอีตัว ซ่อง อาบอบนวด ค็อคเทลเล้านจ์ บาร์ลามก ผุดขึ้นเต็มเมือง ผู้หญิงถูกหลอกมาจากทุกที่เพื่อขายตัวเต็มไปหมด”

     ผมดูดบุหรี่นั่งฟังเขาพูดไปเรื่อย ๆ ชุมพลเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของผม ถัดมาคือ พ.ต.ต.อัศวิน เราทั้งสามเป็นคนบ้านเดียวกัน โตมาด้วยกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันนานจนเข้าใจจิตใจของกันและกันดี ถ้าคิดดูแล้วชีวิตของชุมพลดูจะน่าเห็นใจกว่าของผมกับอัศวินมากนัก เขาเจอแต่เรื่องเลวร้ายมาตั้งแต่เด็ก พ่อตายตอนเขายังเล็กมาก แม่หนีตามผู้ชายไป ทิ้งเขาและน้องสาวไว้กับยายคนเดียว ยายแก่คนหนึ่งกับเด็กเล็กสองคน บางวันข้าวสารกรอกหม้อก็ยังไม่มี ผมยังจำสภาพความลำบากนั้นได้ เพราะผมคลุกคลีกับครอบครัวนี้มาตั้งแต่เด็ก บ้านของเราอยู่ติดกัน

     พออายุได้สิบห้า เราย้ายมากรุงเทพฯพร้อมกัน ผมมาเรียนต่อ เขามาทำงาน เวลาผ่านไป ชีวิตของเขาและครอบครัวดูจะดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้จะเหน็ดเหนื่อย แต่ชีวิตก็ยังเปี่ยมไปด้วยกำลังใจ จนกระทั่งเมื่อห้าปีก่อน ฝันของเขาก็สลายเมื่อน้องสาวของเขาถูกหลอกมาขายตัวในกรุงเทพฯอยู่ปีเศษ กว่าเธอจะสามารถคิดต่อกับเขาและหลุดพ้นจากซ่องนรกนั้นได้ ชีวิตของเธอก็เหลวแหลกแล้ว

     ผมรู้ว่าเหตุการณ์นั้นสะเทือนใจชุมพล และทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปมาก ตั้งแต่นั้นเขากลายเป็นคนที่ชอบพูดจาประชดสังคม ชอบใช้ความรุนแรงตอบโต้ความอยุติธรรม บ่อยครั้งผมเห็นเขาใช้กำลังชกต่อยกับอันธพาลที่เพียงพูดจาลวนลามผู้หญิง แต่แม้ตัวเขาจะใหญ่บึกบึน หลายครั้งเขาก็กลับบ้านเหมือนหมาบาดเจ็บ ผมได้แต่โคลงศีรษะเพราะผมไม่เคยนิยมความรุนแรง

     “ไม่มีใครรู้หรือไงว่ากรุงเทพฯเน่าเฟะกันถึงไหนแล้ว แปลกนะที่เรายังทนอยู่กับมันได้ กูอยากรู้นักว่าเราจะทนกันอีกนานแค่ไหน? รัฐบาลกี่ยุคกี่สมัยต่างก็ประกาศว่าจะกวาดล้างโสเภณีให้หมด ถุย! รัฐมนตรียังไปเที่ยวเสียเอง…”

     เสียงของชุมพลลอยวนเวียนอยู่ในวงเหล้า “เมื่อคืนกูได้ข่าวจากน้องสาวว่า เพื่อนของเธอคนหนึ่งที่ชื่อ แวว ถูกหลอกมาขายตัวที่นี่เหมือนกัน ที่บ้านแววไม่รู้เรื่องเลยจนกระทั่งตำรวจแจ้งให้มารับศพเธอ…”

     เขาหยุดนิดนึง “…เธอฆ่าตัวตายหลังจากเสียทีมนุษย์โฉดพวกนั้น!”

     สีหน้าเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น ดวงตาแดงก่ำ ผมดูไม่ออกว่านั่นเป็นเพราะฤทธิ์เหล้าหรือความรู้สึกภายในของเขา ผมเองก็พลอยสลดใจไปด้วย พ.ต.ต.อัศวินมองหน้าผมทำท่าจะพูดอะไร ผมทำสัญญาณให้เขาเงียบปล่อยให้ชุมพลระบายอารมณ์ต่อไปเรื่อย ๆ ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าทำไมวันนี้เขาขอร่วมวงเมรัยกับเราเอง ผมรู้แล้วว่าเป็นเพราะเรื่องนี้เอง ผลก็คือเราต้องมานั่งฟังเขาพูด

     “กฏหมายมีก็เหมือนไม่มี ไม่เคยแก้ปัญหานี้ได้…” เพื่อนสนิทที่สุดของผมระบายความรู้สึกภายในต่อไป    “…ใครซักคนจะต้องทำอะไรสักอย่างลงไปในเมื่อใช้ไม้อ่อนไม่ได้ มันต้องใช้ไม้แข็ง”

     “ทำไงล่ะ?” อัศวินแกล้งถาม

     ชุมพลหยุดมองอัศวินอยู่ครู่หนึ่ง ผมดูไม่ออกว่าเขาเมาหรือเปล่า

     “ก็เผาแม่งเลยซิวะ! ไอ้โรงแรมโลกีย์ ไอ้ซ่องนรก ไอ้บาร์ลามก ไอ้พวกเอ็กซ์คลูซีฟคลับ หรือซ่องชั้นสูงทั้งหลาย ดูสิว่าพวกมันจะทำยังไง ถ้ามันสร้างขึ้นมาใหม่ ก็เผามันอีก มันต้องใช้ความรุนแรงโต้ตอบความระยำ!” 

     พ.ต.ต.อัศวินหัวเราะเบา ๆ กล่าวว่า “เฮ้ย! เดี๋ยวกูก็ซิวมึงเขาคุกซะเดี๋ยวนี้หรอก ใจเย็นน่า ทุกอย่างมันมีทางแก้ที่ดีที่สุดเสมอ… ที่ไม่ใช่ความรุนแรงน่ะ”

     “นั่นซิ…” ผมกล่าวเสริม “…ปัญหาแบบนี้ต้องแก้อย่างใจเย็น ๆ ความรุนแรงมีแต่จะทำให้ทุกอย่างยิ่งยุ่งขึ้นไปอีก”

     แต่ให้ตายเถอะ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าผมกำลังโกหกตัวเองหรือไม่ เพราะลึกในใจ ผมก็ชักจะเห็นด้วยกับเขาเหมือนกัน

ผมไม่ได้พบชุมพลและอัศวินอีกเลยหลังจากคืนนั้น ผมมีงานส่วนตัวที่จะต้องสะสางจนดึกดื่นแทบทุกวัน จนกระทั่งหนึ่งเดือนให้หลัง พ.ต.ต.อัศวินมาพบผมที่ที่ทำงานของผมตอนเที่ยงวันหนึ่ง เขาโยนหนังสือพิมพ์สี่ห้าฉบับลงบนโต๊ะทำงานของผม

     “อ่านหนังสือพิมพ์บ้างหรือเปล่า?” เขาถามทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์

     ผมมองหน้าเขาด้วยความฉงนนิด ๆ ก่อนเปิดดูหนังสือพิมพ์ผ่าน ๆ สองฉบับแรกเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเก่าสามอาทิตย์ล่วงมาแล้ว ที่เหลือเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้ แต่ที่สะดุดใจผมก็คือ ทุกฉบับพาดหัวข่าวคล้ายคลึงกัน

     วางเพลิงโรงแรมโลกีย์ ไหม้วอด 20 ล้าน

     เผาโรงแรมอีตัว ไฟไหม้กลางดึก

     ผมพลิกอ่านคร่าว ๆ และเงยหน้าขึ้นมามองเขา เราสบตาอยู่ครู่หนึ่ง

     ผมว่า “แกสงสัยว่าเป็นฝีมือชุมพล?”

     เขาพยักหน้า ผมยิ้ม “ทำไมวะ? กะอีแค่ไฟไหม้ซ่องสามแห่ง ระยะเวลาห่างกันสองอาทิตย์ ทำไมถึงคิดว่าเป็นมัน? สมัยนี้คนเผาบ้านตัวเองเอาเงินประกันภัยเยอะแยะไปนี่หว่า”

     “แกก็รู้นิสัยมันดีว่าชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงอยู่เรื่อย ฉันไม่คิดว่ามันพูดเล่นหรอกในคืนนั้น”

     “ไม่เอาน่า หลักฐานก็ไม่มี ฉันรู้จักชุมพลดี ถึงมันจะนิยมความรุนแรง ตั้งแต่น้องสาวมันถูกหลอกไปขายตัว ฉันก็รู้ว่ามันไม่บ้าระห่ำอย่างนั้นหรอก เชื่อเหอะ”

     “ฉันเองก็ไม่อยากเชื่อว่าเป็นมัน แต่หลักฐานทุกอย่างมันทำให้ต้องสงสัยอย่างนั้น คอยดูกันต่อไปก็แล้วกัน”

     อาทิตย์ต่อมาอัศวินโทรศัพท์มาหาผม บอกให้ผมหาหนังสือพิมพ์มาอ่านดู ข่าววางเพลิงโรงแรมโลกีย์อีกแล้ว! ถึงตอนนี้ผมก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร

     แล้วมันก็เกิดขึ้นเรื่อย ๆ อาทิตย์ละครั้งบ้าง สองสามอาทิตย์ครั้งบ้าง ทุกครั้งเป้าหมายของนักวางเพลิงคือ สถานเริมรมย์โลกีย์ บาร์ลามก โรงอาบอบนวด ในเวลาแค่สามเดือนแดนโลกีย์เหล่านี้ถูกวางเพลิงไปแล้วสิบเอ็ดแห่ง บางแห่งไหม้วอดวายหมด บางแห่งก็ไหม้บางส่วนเพราะดับไฟทัน และตั้งแต่เกิดเหตุไฟไหม้มาหลายครั้ง มีคนตายอยู่คนเดียว ชายผู้นั้นเป็นแมงดาซึ่งหนีเพลิงออกมาไม่ทัน

     หนังสือพิมพ์ลงข่าวกันเกรียวกราว ตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือของคนคนเดียวหรือบุคคลกลุ่มเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถจับมือใครดมได้ หมอนี่หรือพวกนี้ต้องรอบคอบ รู้ทางหนีทีไล่และวางแผนรัดกุมมาก ประชาชนแสดงความเห็นกันเอิกเกริก หลาย ๆ ฝ่ายชอบความรุนแรงแบบนี้

     “มันช่วยล้างสังคมให้สะอาดขึ้น” พวกเขาบอก บ้างก็ว่าความรุนแรงเช่นนี้มีแต่สร้างผลเสียมากกว่าผลดี แม้แต่พวกหญิงบริการยังมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน หญิงจำนวนหนึ่งที่ถูกหลอกมาค้ากามได้พบกับอิสรภาพและกลับบ้านเดิมได้ อีกส่วนหนึ่งกลับโวยวายว่ามันทำให้พวกตนเสียที่ทำกินไป

อัศวินกลับมาพบกับผมอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้สีหน้าเขาขรึมจนผมสะดุดใจ

     “ชุมพลเข้ามอบตัวกับฉันเองเมื่อเช้านี้ มันสารภาพหมดว่ามันเป็นคนเผาแหล่งโลกีย์ทั้งสิบกว่าแห่งนั้นเอง”

     “ว่าไงนะ?” ผมรู้สึกสับสนจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

     “ตอนนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างสอบสวนมันอยู่ พรุ่งนี้แกคงเห็นข่าวจากหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งแน่”

     “แล้วทำไงดี? ฉันไม่เชื่อว่ามันเป็นคนเผาแน่”

     “ฉันก็คิดยังงั้น มีคดีใหญ่เยอะแยะไปที่มีคนบ้าอยากดังเข้ามามอบตัวรับสารภาพว่าเป็นคนทำเอง ฉันเคยเจอมาหลายครั้งแล้ว ตอนนี้แกใจเย็นไว้ก่อน เรี่องนี้ฉันจัดการเอง”

     ผมแน่ใจว่าไม่ใช่ฝีมือเขาแน่ ผมรู้จักเขาดีเท่ากับรู้จักตัวผมเอง อัศวินพูดถูก เขาคงเก็บกดเรื่องนี้มานาน และยอมรับสารภาพว่าเป็นคนเผา เพื่อต้องการประชดสังคมเสียมากกว่า ทำไมเขาถึงคิดสั้นอย่างนั้น? ผมจะช่วยเขาได้อย่างไรดีในเมื่อเขาเป็นคนสารภาพเรื่องทั้งหมดเสียเอง? และเขาก็ไม่มีพยานหลักฐานเลยว่าเขาอยู่ที่ไหนขณะเกิดไฟไหม้แต่ละครั้ง

     หลักฐาน?

     ผมไม่รู้ว่าอะไรทำให้ผมขับรถไปเรื่อยเปื่อยในคืนนั้น ในใจผมครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ถนนยามราตรีเงียบสงัด รถไม่พลุกพล่าน ไฟกลางคืนทั่วกรุงเทพฯยังคงสว่างไสว เกือบทุกถนนที่รถผมแล่นผ่าน มีแหล่งบำเรอตามตั้งอยู่ทั่วไป ชั่วเวลายี่สิบปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯเปลี่ยนไปมาก โรงแรม ซ่อง บาร์ อาบอบนวด ค็อคเทลเล้าจ์ เอ็กซ์คลูซีฟคลับผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด

     สังคมเปลี่ยนไป คนเปลี่ยนไป จิตใจคนเปลี่ยนไป

     ดึกมากแล้ว ผมตัดสินใจแวะนอนโรงแรมแทนที่จะกลับบ้าน เมื่อขับรถผ่านสี่แยกใหญ่แห่งหนึ่ง ผมสังเกตเห็นป้ายโรงแรมเล็ก ๆ ข้างถนน เพียงมองปราดเดียว ผมก็รู้ว่าที่นี่คือโรงแรมอีตัว

     หักรถเลี้ยวเข้าไป ผมรู้แล้วว่าจะช่วยชุมพลอย่างไร

ตีสามเศษ ผมยืนสูบบุหรี่ในมุมมืดมองดูโรงแรมแห่งนี้ท่ามกลางเปลวเพลิงลุกโชติช่วง ผู้คนวิ่งกันพลุกพล่าน ทั้งแขกผู้มาหาความสำราญ หญิงโสเภณีหลายสิบคนและผู้คนที่มามุงดู รถดับเพลิงกำลังระดมกำลังฉีดน้ำสกัดเปลวไฟเป็นการใหญ่

     มือหนึ่งแตะบนไหล่ขวาผมจากด้านหลัง ผมสะดุ้ง หันขวับกลับไป

     พ.ต.ต.อัศวิน!

     สีหน้าเขาเรียบ ๆ ไร้ความรู้สึก สายตาคู่นั้นจับจ้องอยู่ที่คราบน้ำมันที่เปื้อนเสื้อของผม เราจ้องหน้ากันอยู่ครู่ใหญ่

     “ฝีมือแกรึ?” คำถามของเขาฟังดูเป็นคำตอบในตัว

     “ใช่…” ผมตอบ “…แกสะกดรอยตามฉันมาตลอดทาง?”

     “อืม!”

     “ตอนนี้แกก็คงรู้แล้วว่าชุมพลบริสุทธิ์” ผมกระซิบ

     “ฉันรู้อยู่ตลอดเวลาว่าชุมพลบริสุทธิ์…” ประกายวาวปรากฏวูบในดวงตาคู่นั้น “…ฉันแกล้งปล่อยข่าวแกไปว่าตำรวจมีหลักฐานมัดตัวชุมพลเพราะฉันสงสัยในตัวแกว่ะ! แกกับชุมพลเป็นเพื่อนรักกันมาก แกคงไม่ปล่อยให้มันเข้าคุกหรอก ถ้าแกเป็นคนเผาจริง ทางเดียวที่แกจะต้องรีบทำก็คือ เผาที่ใหม่ซักแห่งให้ตำรวจเห็นว่าคนเผาตัวจริงยังไม่ได้ถูกจับ ชุมพลจะได้ถูกปล่อยตัว”

     “นี่แกวางแผนทุกอย่างล่วงหน้า เพื่อหาทางจับฉันงั้นรึ?”

     “ฉันเพียงแค่ต้องการรู้ว่าแกเป็นคนเผารึเปล่าเท่านั้น”

     “ตอนนี้แกก็รู้แล้วว่าฉันเป็นคนเผาเอง แกจับฉันได้แล้วสิ!”

     เขามองหน้าผมนิ่งและนาน

     “ฉันจับแกไม่ได้หรอก”

     หรือมีแต่เพื่อนถึงเข้าใจในเพื่อน?…

     “ทำไม?”

     เขาไม่ตอบ หันร่างเดินกลับไปที่รถยนต์ของเขา เปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่ง

     “ทำไม?” ผมถามซ้ำ

     เขาติดเครื่องและหันกลับมามองหน้าผม เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเขายิ้ม

     “นี่แกเผาไปทั้งหมดกี่แห่งแล้ววะ?” เขาถาม

     “ห้า” ผมตอบ

     “ของฉันเจ็ดว่ะ” เขากระซิบเบา ๆ ก่อนขับรถหายลับไป

(เคยตีพิมพ์ในหนังสือรวมเรื่องสั้นหักมุมจบ สมุดปกดำกับใบไม้สีแดง)


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up