{"playlist":[{"title":"\u0e2b\u0e49\u0e2d\u0e07\u0e1e\u0e34\u0e40\u0e28\u0e29","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-001-\u0e2b\u0e49\u0e2d\u0e07\u0e1e\u0e34\u0e40\u0e28\u0e29.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1581399726386-63d45c1b2d20-1024x706.jpeg","duration":"21:49","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e40\u0e1e\u0e23\u0e32\u0e30\u0e23\u0e31\u0e01\u0e08\u0e36\u0e07\u0e21\u0e32\u0e2b\u0e32","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-009-\u0e40\u0e1e\u0e23\u0e32\u0e30\u0e23\u0e31\u0e01\u0e08\u0e36\u0e07\u0e21\u0e32\u0e2b\u0e32.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1518558997970-4ddc236affcd-938x1024.jpeg","duration":"12:03","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e2b\u0e32\u0e22 , \u0e04\u0e33\u0e2a\u0e32\u0e23\u0e20\u0e32\u0e1e\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e04\u0e19\u0e02\u0e35\u0e49\u0e02\u0e42\u0e21\u0e22","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-008-\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e04\u0e33\u0e2a\u0e32\u0e23\u0e20\u0e32\u0e1e\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e04\u0e19\u0e02\u0e35\u0e49\u0e02\u0e42\u0e21\u0e22.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1537713873666-f00791130d05-1024x683.jpeg","duration":"22:02","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e1e\u0e35\u0e48\u0e0a\u0e32\u0e22\u0e41\u0e2a\u0e19\u0e14\u0e35\u0e17\u0e35\u0e48\u0e44\u0e21\u0e48\u0e23\u0e39\u0e49\u0e08\u0e31\u0e01","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-007-\u0e1e\u0e35\u0e48\u0e0a\u0e32\u0e22\u0e41\u0e2a\u0e19\u0e14\u0e35\u0e17\u0e35\u0e48\u0e44\u0e21\u0e48\u0e23\u0e39\u0e49\u0e08\u0e31\u0e01.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1547667498-5b9ede99b99a-1024x768.jpeg","duration":"9:15","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e40\u0e2b\u0e47\u0e14\u0e04\u0e31\u0e19\u0e17\u0e32\u0e40\u0e23\u0e25","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-006-\u0e40\u0e2b\u0e47\u0e14\u0e04\u0e31\u0e19\u0e17\u0e32\u0e40\u0e23\u0e25.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1501169823221-212bdeaf8556-1024x683.jpeg","duration":"12:41","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e02\u0e19\u0e21\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e22\u0e48\u0e32","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-005-\u0e02\u0e19\u0e21\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e22\u0e48\u0e32.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1510379558726-265c7a7b8c19-1024x819.jpeg","duration":"16:56","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e06\u0e48\u0e32\u0e2b\u0e31\u0e48\u0e19\u0e28\u0e1e","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-004-\u0e06\u0e48\u0e32\u0e2b\u0e31\u0e48\u0e19\u0e28\u0e1e.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1571065497914-38c5d3cde715-1024x683.jpeg","duration":"49:22","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e08\u0e32\u0e01\u0e40\u0e14\u0e47\u0e01\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19 \u0e2a\u0e39\u0e48\u0e2a\u0e31\u0e07\u0e40\u0e27\u0e35\u0e22\u0e19\u0e40\u0e2b\u0e25\u0e47\u0e01","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-003-\u0e08\u0e32\u0e01\u0e40\u0e14\u0e47\u0e01\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19-\u0e2a\u0e39\u0e48\u0e2a\u0e31\u0e07\u0e40\u0e27\u0e35\u0e22\u0e19\u0e40\u0e2b\u0e25\u0e47\u0e01.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1552072092-7f9b8d63efcb-1024x683.jpeg","duration":"59:49","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e04\u0e19\u0e17\u0e35\u0e48\u0e1a\u0e49\u0e32\u0e19\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e44\u0e1b\u0e44\u0e2b\u0e19\u0e2b\u0e19\u0e36\u0e48\u0e07\u0e04\u0e19","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-002-\u0e04\u0e19\u0e17\u0e35\u0e48\u0e1a\u0e49\u0e32\u0e19\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e44\u0e1b\u0e44\u0e2b\u0e19\u0e2b\u0e19\u0e36\u0e48\u0e07\u0e04\u0e19.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1510133768164-a8f7e4d4e3dc-1024x683.jpeg","duration":"13:06","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e23\u0e2d\u0e22\u0e25\u0e30\u0e21\u0e38\u0e19","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-010-\u0e23\u0e2d\u0e22\u0e25\u0e30\u0e21\u0e38\u0e19.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/claudio-schwarz-purzlbaum-k39RGHmLoV8-unsplash-1024x683.jpg","duration":"21.49","playlistid":"playlistid-1"}]}
menu แสดงเมนู
เฉดสีของเงา
ชีวิตมักเวียนซ้ำกระบวนการเดิมในบางช่วงจังหวะ
ปองวุฒิ รุจิระชาคร
เริ่มต้นด้วยหัวใจที่แตกสลาย เรื่องก่อนหน้า โควิด-19 มาตอกย้ำเราว่า เรื่องถัดไป

ชีวิตมักเวียนซ้ำกระบวนการเดิมในบางช่วงจังหวะ การเดินทางของผมไปยังดินแดนลูกพระอาทิตย์ก็เป็นเช่นนั้น เหยียบสนามบินแห่งชาติตอนย่ำรุ่ง…เครื่องออกเมื่อฟ้าเริ่มสว่าง…กินอาหารบนเครื่องหนึ่งมื้อ…นอนหลับช่วงสั้นเอาแรง…ตบท้ายด้วยมื้อเบาๆ ก่อนเครื่องลดระดับลงแตะสนามบินนาริตะ…ถึงจุดหมายปลายทางราวบ่ายสองโมง ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองอย่างเร่งรีบเพื่อให้ทันรถไฟ Narita Express สายที่ผ่านไปจอดสถานีอิเคะบุคุโระ มีเวลานับแต่เท้าเหยียบพื้นสนามบินแค่ไม่ถึงห้าสิบนาที ถ้าหากมัวโอ้เอ้หรือเสียเวลากับขั้นตอนไหนมากเกินไปก็จะพลาดรถไฟเที่ยวนั้น ต้องรอเที่ยวใหม่อีกกว่าชั่วโมง แต่ผมไม่เคยพลาด ไม่มีครั้งใดในชีวิตแตกแถวไปจากรูปแบบนี้เลยแม้สักครั้งตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา 

ก้าวเข้าไปในรถไฟ ปลดเป้ไว้บริเวณที่วางสัมภาระใกล้ประตูทางเข้าออก หย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ที่จองไว้ หลับตารอกระทั่งรถไฟค่อยๆ เคลื่อนตัวจากอาคารปิดทึบออกสู่ภายนอก ทิวทัศน์สองข้างทางปรากฎแก่สายตา บ้านเรือนปลูกเรียงกันอย่างมีระเบียบ แต่ละหลังเล็กกะทัดรัด ตกแต่งด้วยสวนเรียบๆ ตามแต่พื้นที่อำนวย ขณะรถไฟแล่นผ่านเขตชานเมือง เดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงรอยต่อระหว่างฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาว สองฤดูกาลที่ผมโปรดปรานเวลาเดินทางมาญี่ปุ่น อากาศหนาวเย็น ฟ้าค่อนข้างปลอดโปร่ง เจอฝนแค่เล็กน้อยในบางวัน ต้นไม้ใบหญ้าเปลี่ยนสีสันเรียบร้อยแล้ว ให้อารมณ์ของความสดชื่น หากขณะเดียวกันก็ทำให้รู้สึกเหงาจับใจได้เช่นกัน แล้วแต่จะมองในแง่มุมใด 

แดดยามบ่ายส่องใบหน้า ผมไม่คิดดึงม่านบังตาลง ปล่อยให้แสงอุ่นๆ สาดกระทบผ่านเก้าอี้ริมหน้าต่างที่ตัวเองนั่งจนเกิดเงาบริเวณพื้นห้องโดยสาร พลางคิดว่าอากาศภายนอกคงกำลังสบาย ผมลุกขึ้นไปเปิดสัมภาระ ควานหาแจ๊กเก็ตและผ้าพันคอมาเตรียมพร้อม ก่อนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงทิวทัศน์ก็เปลี่ยนไปจากจุดเริ่มต้น จากพื้นที่โล่งสู่ความคับคั่งตามแบบฉบับของเมืองหลวง ผมชอบมองการเปลี่ยนแปลงนี้ เหมือนตลอดหนึ่งชั่วโมงกว่าของการนั่งรถไฟสายด่วนเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการปรับตัวย้อมใจเพื่อเข้าสู่ดินแดนใหม่ที่ผิดแปลกไปจากชีวิตปกติ โตเกียวมักแสดงท่าเมินเฉยตัวตนเก่าของผมจากบ้านเกิด ที่นี่มีลมหายใจและจังหวะชีวิตของตัวเอง 

สถานีอิเคะบุคุโระคลาคล่ำด้วยผู้คนแม้ไม่ใช่ช่วงเวลาเร่งด่วนสมเป็นหนึ่งในสถานีใหญ่เช่นเดิม ผู้คนก้าวเดินสวนกันไปมาอย่างฉับไว บรรยากาศประเภทนี้ทำให้ผู้มาเยือนต้องเร่งฝีเท้าตามโดยอัตโนมัติ ไม่เช่นนั้นจะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม เงอะงะจนน่าขันท่ามกลางเจ้าบ้านผู้แสนเร่งรีบตลอดเวลา 

ผมเดินไปยังทางออกฝั่งตะวันออก ลมหนาวคือสิ่งแรกที่โผล่หน้ามาทักทายให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำ ต่อมาคือเสียงเรียกชื่อและประโยคทักภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่นที่ฟังยาก แต่ผมชินกับเสียงพูดแปร่งๆ จนไม่มีปัญหากับมันมานานแล้ว

“พีท”

“สวัสดีตอนบ่ายครับ” ผมตอบกลับด้วยภาษาญี่ปุ่นง่ายๆ ไม่กี่คำที่จำได้ อีกฝ่ายมักเย้าเสมอว่าผมขี้เกียจเกินกว่าจะเรียนภาษาของเขา ทั้งที่เดินทางมาบ่อยจนควรพูดได้คล่องแล้วแท้ๆ 

“ดูท่าเธอคงสบายดี?” 

“ฮตตะซังก็เหมือนกัน” ผมตอบกลับเขา 

มาญี่ปุ่นครั้งใดผมเป็นต้องนัดเจอกับฮตตะทุกครั้ง อาจนับเป็นเรื่องบังเอิญที่คนงานยุ่งอย่างเขามักมีเวลาว่างอย่างน้อยหนึ่งวันในเวลาเดียวกับผม บางครั้งแค่ทักทายกันสั้นๆ ไม่กี่ประโยคก่อนจะแยกย้าย แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่เราไม่เจอหน้ากัน นี่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบวนซ้ำในประเทศนี้ของผมเช่นกัน ฮตตะอยู่ในวัยสี่สิบห้าแล้ว ทว่าภายนอกยังดูหนุ่มแน่นกว่าวัย แต่งกายด้วยเสื้อหนังสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์เข้ารูป ผมซอยดัดบางๆ ทำสีน้ำตาลอมแดง ความจริงตั้งแต่รู้จักกันมาฮตตะเปลี่ยนรูปลักษณ์ตัวเองมาหลายรอบ แต่ท่าทางเขาจะชอบทรงนี้ ถึงได้ไม่เปลี่ยนมาสามปีแล้ว 

“ไปหาข้าวกินกันดีกว่า” เขาชวน ผมพยักหน้า หากไม่วายหยอกกลับอย่างรู้ทัน

“คงไม่ใช่ร้านราเมงหยอดเหรียญหน้าสถานีหรอกนะครับ” 

เขาหัวเราะร่วน กอดคอผมแล้วพาเดินข้ามถนนไปยังหมู่อาคารเรียงรายกันในย่านการค้าขนาดใหญ่ เงาของเราทอดไปบนพื้นถนน กลมกลืนกับเงาของคนอื่นอีกนับร้อยบนถนนเส้นเดียวกัน 

ฮตตะพาผมมากินโซบะในร้านเล็กๆ กลางซันไชน์ซิตี้ห้างใหญ่ของย่านนี้ หลังจากเราทั้งคู่สั่งอาหารเรียบร้อยแล้ว ผมย้อนนึกถึงจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของเรา เมื่อสิบหกปีก่อน ผมอายุสิบห้าในเวลานั้น ส่วนเขาซึ่งเป็นคนรักของน้าอายุยี่สิบแปด เราเจอกันในตอนเช้าวันอาทิตย์ ขณะผมกำลังจะเข้าห้องน้ำและอีกฝ่ายเดินสวนออกมา เราสบตากันเล็กน้อยก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายยิ้มทักทาย ผมรีบวิ่งเข้าห้องน้ำโดยไม่ทักตอบ มาย้อนนึกดูแล้วมันเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยสุภาพนัก แต่ผมกำลังตกใจที่เห็นคนแปลกหน้าอยู่ในบ้าน เด็กวัยรุ่นจะทำกิริยาอย่างนั้นคงไม่แปลกเท่าไรนัก

ในตอนนั้นผมยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ บ้านเราเป็นตึกแถวสี่ชั้น แต่อยู่กันจริงๆ แค่สาม ห้องของผมตั้งอยู่ชั้นสองด้านหน้าตึก ส่วนทางด้านหลังเป็นห้องน้าสาวซึ่งไม่ค่อยได้กลับบ้านนักหรอก ชั้นบนเป็นห้องพักของพ่อแม่และยาย แบบแปลนเหมือนกัน แต่ละชั้นมีห้องน้ำอย่างละหนึ่ง นั้นเองทำให้ผมปะกับฮตตะเข้าโดยบังเอิญในเช้าวันนั้น ระหว่างทำธุระส่วนตัว ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าแม่รู้หรือยังว่าน้าพาผู้ชายมาค้างที่บ้าน จริงอยู่ว่าน้าอายุไม่น้อยแล้ว แต่เนื่องจากบ้านหลังนี้เป็นบ้านที่แม่สร้าง ดังนั้นจึงถือเป็นเจ้าของบ้าน และผมรู้นิสัยแม่ดีว่าไม่ชอบต้อนรับคนแปลกหน้าสักเท่าไรนัก 

แม่ของผมเป็นข้าราชการ…เช่นเดียวกับพ่อ ทั้งสองเป็นมนุษย์ประเภทที่ใช้ชีวิตอย่างเป็นระบบระเบียบ ตื่นเช้าไปทำงาน เย็นตรงกลับบ้านแทบไม่แวะที่ไหนเลย พอถึงช่วงปิดเทอมพ่อจะชวนทุกคนขับรถออกต่างจังหวัดปีละสองครั้ง ราวกับเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของบ้าน ไม่มีใครขัด แต่แทบทุกครั้งไม่มีมีเงาของน้า เพราะน้าเลือกใช้ชีวิตอีกแบบ มีความโลดโผนและไร้รูปแบบ อิสระ   ขณะเดียวกันก็ขาดความเสถียรมั่นคง ย้ายงานเป็นว่าเล่น ทำตั้งแต่เด็กในกองถ่ายยันพนักงานขายเสื้อผ้า  ยันเป็นนางแบบในวัยสาว ตอนผมอายุแค่สิบขวบเธอเคยอวดภาพงานถ่ายแบบกึ่งเปลือยพร้อมกับอังคณา ทิมดีและ สุภาภรณ์ สุขสวัสดิ์ลงในนิตยสารเล่มหนึ่งให้ดู อีกหนึ่งผลงานที่น้าภาคภูมิใจนักหนาคือการได้เล่นโฆษณาชีวาสที่ไมเคิล หว่อง นำแสดงที่ฮิตเป็นกระแสทั่วบ้านทั่วเมือง เธอคุยอย่างภาคภูมิใจว่าตัวเองมีส่วนร่วม แม้จะเป็นตัวประกอบในงานเลี้ยงที่ปรากฎตัวแค่ไม่เกินสองวินาทีก็ตาม น้าทำตัวเหมือนแกะดำของครอบครัวอยู่เสมอ แต่ก็ช่างมีสีสันจัดจ้านล่อลวงสายตาเหลือเกิน  

เมื่อผมเดินลงไปชั้นล่างก็ได้คำตอบว่าฮตตะคงจะไม่โดนโวยวายใส่ต่อหน้า แม่ออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อไปงานของต้นสังกัดที่สนามกีฬาแห่งชาติ ส่วนพ่อยังไม่กลับจากเข้าเวร น้ากับคนรักใหม่กำลังจิบกาแฟอยู่ในครัว ท่าทางมีความสุขจนผมเขม่นนิดๆ กับอาการไม่ทุกข์ร้อนใดๆ นั้น 

“รู้จักกันหรือยังพีท นี่ฮตตะ โคจิ เขามาจากญี่ปุ่นทำงานเป็นช่างกล้องถ่ายแบบ” น้าแนะนำเขาด้วยชื่อ นามสกุลเต็ม ชวนให้รู้สึกแปลก 

“ไฮ” ผมพูดเบาๆ คว้าขนมปังหนึ่งแผ่นวิ่งรี่ขึ้นห้องนอนอย่างไม่ใส่ใจ 

ผ่านไปนานพอดู จนผมนึกว่าเขาคงกลับไปแล้ว ทว่าประตูกลับเปิดออก ขณะผมกำลังฟังเพลงอัลบั้ม Be Here Now ของโอเอซิส ฮตตะหยุดยืนหน้าห้องไม่พูดอะไร แต่ขาขวาขยับตามจังหวะเพลง Stand By Me แล้วเขาก็เอ่ยว่า

“เธอชื่อพีทสินะ”

เขาบอกผมว่าโอเอซิสเป็นวงโปรดเช่นกัน แม้ว่าภาษาอังกฤษของเราอาจกระท่อนกระแท่นด้วยกันทั้งคู่ แต่บทสนทนากลับไหลจากเรื่องโน้นไปสู่อีกเรื่อง มันก่อให้เกิดมิตรภาพได้อย่างไม่น่าเชื่อ กระทั่งเมื่อความสัมพันธ์ของเขากับน้าจบลงในเวลาหนึ่งปีเศษผมก็ยังติดต่อกับเขาอยู่ เมื่อผมเดินทางไปเที่ยวประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขาครั้งแรกในสองปีถัดมา ฮตตะยังทำหน้าที่ไกด์จำเป็นพาเที่ยวโตเกียวด้วยซ้ำ

รู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านมาจนผมเข้าวัยเลขสามนำหน้า และไม่จำเป็นต้องให้ใครพาเดินในเมืองนี้อีกต่อไป กระนั้นผมก็ยังเรียกเขาด้วยนามสกุลเหมือนเดิม ไม่เคยขยับไปเรียกชื่อต้นอย่างคนสนิทกันเสียที ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษ แค่ชินปากกว่าเท่านั้นเอง 

“มาคราวนี้เธอจะไปหาฮานะหรือเปล่า” ฮตตะถาม พลางดูดเส้นโซบะเข้าปาก 

“เธอแต่งงานได้ตั้งสามปี ป่านนี้คงย้ายไปอยู่อเมริกาแล้ว” 

“ไม่ได้ติดต่อกันหรอกหรือ” 

“ใครบ้างจะติดต่อแฟนเก่าบ่อยๆ” ผมว่า 

“ฮานะอยู่ญี่ปุ่น เมื่อวันก่อนฉันยังเจอเขาอยู่เลย คงดีใจถ้าได้เจอกัน”

ผมแค่พยักหน้าเฉยๆ เป็นเชิงว่ารับรู้ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก พบหน้ากันทีไรฮตตะมักพูดถึงฮานะเสมอ เขารู้ว่าเธอเคยเป็นผู้หญิงที่มีความสำคัญกับผม…อย่างน้อยก็ในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย พวกเรามักเรียกเล่นๆ ว่าเป็น ‘ยุคทอง’ ในตอนนั้นผมเป็นคนหนุ่มเต็มไปด้วยแรงขับและมุ่งมั่น เปี่ยมด้วยพลังและความฝันล้นเหลือ ส่วนฮตตะกำลังรุ่งกับอาชีพช่างภาพ เอเจนซี่ล้วนอยากร่วมงานกับเขา ฮานะเองก็เป็นนางแบบหน้าใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจในวงการ เรารู้จักกันเพราะฮตตะเป็นคนแนะนำ และเคยคบหากันในช่วงเวลาหนึ่ง 

นั่นคือช่วงเวลาประทับใจ ผมถึงกับเอาชีวิตช่วงนั้นมาเขียนเป็นนิยายเล่มแรกตอนเรียนปีสี่ และได้ตีพิมพ์ในปีถัดมา ตัวละครในนั้นดึงมาจากคนรอบตัว เสริมแต่งบิดเบือนให้หวือหวาเหนือจริงตามความคึกคะนองประสาวัยรุ่น แต่พวกคนต้นแบบได้อ่านก็เดาไม่ยากว่าผมแปลงบุคลิกตัวละครมาจากใครบ้าง 

“อาชีพนักเขียนเป็นยังไงบ้าง” ฮตตะเปลี่ยนเรื่อง ราวกับรู้ตัวว่าพูดเรื่องอดีตพอแล้ว เรื่องประหลาดอย่างหนึ่งคือเมื่อเรานึกถึงวันเก่าๆ มากเกินไป จะดึงเอาความรู้สึกทั้งดีและร้ายที่สั่งสมในความทรงจำออกมาด้วย 

“ก็เรื่อยๆ” 

“ท่าทางตรงกันข้ามมากกว่า เห็นมีงานใหม่ออกมาตลอด กำลังรุ่งอยู่ไม่ใช่หรือ” 

“เรียกว่ายังต้องพยายามอีกมากต่างหากล่ะครับ เทียบกับญี่ปุ่นแล้วคนอ่านหนังสือในประเทศไทยยังน้อยกว่าเกินเท่าตัว บางคนเขียนยาวมากก็พานไม่อ่าน ตั้งเงื่อนไขโน่นนี่เยอะแยะ นักเขียนแบบผม เอาใจไม่ถูก”

“เธอถ่อมตัวเกินไปหรือเปล่า มาตรฐานสูงนะ” ฮตตะหัวเราะ โคลงหัวเบาๆ อย่างพ่อเอ็นดูคำพูดลูก “อย่างน้อยเธอก็มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ดีกว่าตอนเป็นวัยรุ่นที่ดีแต่ปาก พูดถึงความฝันโดยไม่รู้เส้นทางว่าจะไปถึงจุดหมายยังไง ตอนนี้เธอยังอยู่ในยุคทองนะ ลุยให้สุดแรง บ่นไปก็เท่านั้น”

“ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนี่นา…วงการนางแบบและการถ่ายภาพของคุณเป็นยังไงบ้าง” ผมถามกลับ รู้สึกอิ่มกับเรื่องของตัวเอง

“ลำบาก” เขาตอบสั้น ที่นั่งของเขาหันหน้าเข้าภายในร้าน ซึ่งตกแต่งอย่างเรียบง่ายตามแบบร้านอาหารราคาสบายกระเป๋าในโตเกียว นั่นหมายถึงแทบไม่ตกแต่งอะไรเลย เน้นให้ดูโปร่งโล่งและสว่างเป็นหลัก กระนั้นเขาก็ยังมองจ้องไม่กระพริบราวกับมีอะไรน่าสนใจนักหนาจนผมเกือบเผลอมองตาม แต่ผมรู้ดี เขาทำอย่างนี้เวลาไม่อยากพูดต่างหาก

“ขนาดนั้นเลยเหรอ” 

“เทคโนโลยี…อินเทอร์เน็ต เธอก็รู้ ของพรรค์นี้มันฆ่าทุกอย่างตายระเนระนาดไปตามทาง เดี๋ยวนี้งานโฟโตบุ๊กกราเวียร์ที่เคยทำเงินมากๆ ไม่ค่อยมีแล้ว เรียกว่าสูญพันธุ์ก็คงได้” 

“เดี๋ยวนี้เขาย้ายไปขายแบบดิจิตอลดาวน์โหลดกันหมดแล้วไม่ใช่หรือ”

“ใช่ แต่ก็ไม่ดีเท่าเมื่อก่อนหรอก อีกอย่างผ่านมาถึงตอนนี้ในวงการก็เริ่มผลัดรุ่น คนหนุ่มก็กลายเป็นแก่ ตอนนี้มันเป็นช่วงเวลาของคนอายุเท่าเธอ พวกแก่แล้วอย่างฉันก็ต้องหาอย่างอื่นทำเสริม คราวนี้เธอพักที่บ้านฉันก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าโรงแรมให้เปลืองเปล่าๆ บ้านยังว่าง แต่คงไม่มีเวลาดูแล สัปดาห์นี้ฉันรับงานดูแลนักดนตรีจากไทยมาเล่นที่ไลฟ์เฮ้าส์” 

“คืนแรกผมจองเกสท์เฮ้าส์ไว้แล้ว แต่คืนต่อไปจะไปพักด้วย ถ้าหากไม่รบกวน” 

“ไม่เลย” ฮตตะตอบเสียงกระตือรือร้น  

ออกจากร้านแล้วเขาออกปากเดินไปส่งผม ระหว่างทางผมฟังเขาสาธยายเกี่ยวกับวงการบันเทิงญี่ปุ่นที่เปลี่ยนแปลงไป งานถ่ายภาพนางแบบของเขาที่ไม่เหมือนทศวรรษก่อนอีกแล้ว นอกจากสิ่งพิมพ์อย่างนิตยสารและโฟโต้บุ๊กกำลังจะตาย เดี๋ยวนี้ใครก็มีกล้องและถ่ายรูปได้สวยขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติและเอพพลิเคชั่นหลากหลายชนิด เทคโนโลยีทำให้ชีวิตสะดวกและคร่าบางอย่างให้ตายไป ไหนจะคนรุ่นต่อๆ มากำลังจะแซงหน้า ไม่รู้ทำไม มันทำให้ผมหวนนึกถึงหนังเรื่อง You’ve Got Mail ที่เคยดูกับคนรักเก่า หนังเรื่องนั้นเอ่ยถึงร้านหนังสือเครือใหญ่ที่เปรียบดังหมาป่าใจร้ายเบียดเบียนร้านหนังสือเล็กๆ ในชุมชนจนขาดทุนต้องปิดตัวไปตามกลไกตลาด ตลกนิดๆ ที่ในปัจจุบันร้านหนังสือเครือใหญ่ในอเมริกาก็ใกล้ตายหรือต้องปิดตัวเพราะถูกไล่บี้จากอีบุ๊กเหมือนกัน  

ผมอดคิดไม่ได้ว่ายามพูดเรื่องนี้ฮตตะดูเศร้าหมอง ขณะมองเงาของเราสองคนเดินไปด้วยกัน ผมรู้สึกเหมือนร่างของเขาดูเล็กจ้อยลงกว่าที่เคยคุ้นตา  

-2-

ว่ากันว่าอุตสาหกรรมดนตรีในประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดขนาดใหญ่ และอาจจะเป็นประเทศส่วนน้อยในโลกที่ศิลปินยังมียอดขายซีดีเกินหลักล้านได้ในยุคปัจจุบัน มีทั้งวงชื่อดังและอินดี้มากมาย ไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักดนตรีต่างชาติจะมีโอกาสมาโชว์ตัว บางครั้งก็เป็นการโชว์ในเทศกาลดนตรี หรือเล่นสดตามไลฟ์เฮ้าส์ สถานแสดงดนตรีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นตั้งกระจายอยู่ตามอาคารในย่านต่างๆ ของเมือง ช่วงหนึ่งผมเคยชอบเพลงหนักๆ แนวอินดี้อยู่เหมือนกัน แต่ก็ร้างลามานานเพราะเปลี่ยนกระแสความสนใจไปตามกาลเวลา พอได้รู้ว่ามีวงอินดี้ขนาดเล็ก ที่เอ่ยชื่อออกมาแล้วไม่กระตุกความจำใดๆ เลยมาจากประเทศบ้านเกิด ผมก็เกิดความสนใจมากพอจะขอตามฮตตะมาด้วย 

“ดีเหมือนกัน เผื่อคุยกันไม่รู้เรื่องจะได้อาศัยเธอเป็นล่าม” เขาบอกอย่างยินดี

ผมเคยเข้ามาในไลฟ์เฮ้าส์อยู่สามสี่ครั้ง ส่วนใหญ่บรรยากาศแต่ละที่ก็ไม่ต่างกันนัก ภายในมืดสลัวทั้งที่เป็นเวลากลางวัน และเมื่อถึงเวลาแสดงความมืดถูกแทนที่ด้วยแสงสีแสบตา เสียงดนตรีดังกระหึ่ม ซึ่งถูกเก็บกักเอาไว้ในอาคารปิดทึบ

นักดนตรีชาวไทยกลุ่มนี้มีสี่คน กะคร่าวๆ ว่าน่าจะอายุน้อยกว่าผมไม่กี่ปี ระหว่างพวกเขามาลองเวที เราไม่ได้คุยกันเลยสักคำ เอาเข้าจริงภาษาไม่ใช่อุปสรรคนักเพราะใช้ภาษากายกันมากกว่า เมื่อไม่มีงานให้ทำผมจึงเลี่ยงเดินขึ้นไปชั้นสองซึ่งเป็นพื้นที่เล็กๆ เป็นรูปตัวยูโอบล้อมเวทีด้านล่าง เกาะราวระเบียงมองสังเกตการเช็คเครื่องเสียงของเหล่านักดนตรี ไม่รู้เลยว่ามีหญิงสาวมายืนข้างกายตั้งแต่เมื่อไร

“คุณมากับวงนี้เหรอคะ” เธอถามเป็นภาษาญี่ปุ่น ผมทำไม้ทำมือสื่อสารว่าฟังไม่ออก เธอเบิกตาเล็กน้อย ก่อนจะเปลี่ยนไปพูดภาษาอังกฤษด้วยเสียงเล็กๆ ไม่ชัดเหมือนเจ้าของภาษา แต่ก็ฟังออกได้ค่อนข้างง่ายกว่าสำเนียงของฮตตะ

ผมปฏิเสธว่าเปล่า แค่นักท่องเที่ยวที่เข้ามาดูเท่านั้น เธอเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่น ก่อนเราจะค้นพบว่ามีคนรู้จักคนเดียวกัน นั่นคือฮตตะ เธอรู้ว่าฮตตะจะมาดูแลวงดนตรีจึงขอตามมาดูด้วย

“ฉันเป็นนักร้อง เลยสนใจดนตรีเป็นพิเศษ” เธอว่าอย่างนั้น

ผมเลิกคิ้ว รู้สึกว่าเธอช่างไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย หญิงสาวตัวเล็ก ตัดผมหน้าม้า แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีหวานเหมือนสาวๆ แถวชิบุยะ เธอน่าจะอายุไม่เกินยี่สิบ แก่กว่านั้นก็คงไม่กี่ปี แต่กลับสนใจวงดนตรีอินดี้ ผมนึกสงสัยว่าเธอเป็นหนึ่งในนักร้องวงประเภทนี้หรือเปล่า ดูบุคลิกช่างไม่เข้าเลยสักนิด

ฮตตะเดินมาคั่นกลางระหว่างเรา เขาทักทายเธอแล้วเดินมาหาผม 

“รู้จักกันหรือยัง พีท…นี่มิโฮ เคยถ่ายแบบกับฉัน มิโฮ…นี่พีท เพื่อนผมเอง” 

ได้คำตอบแล้ว ที่แท้เธอเป็นหนึ่งในกราเวียร์ไอดอลหรือนางแบบชุดว่ายน้ำที่เคยทำงานร่วมกับฮตตะ มิน่าผมถึงคุ้นหน้าเธออยู่เหมือนกัน ฮตตะกระซิบบอกผมในภายหลังว่ามิโฮเป็นเด็กสาวส่วนน้อยที่เข้าวงการตั้งแต่อายุแค่สิบสี่ปี และสามารถสร้างชื่อมีงานถ่ายแบบต่อเนื่องมาร่วมเจ็ดปีแล้ว ในวงการที่มีเด็กสาวผ่านเข้ามามากมาย บางคนมีผลงานแค่หนึ่งหรือสองชิ้นแล้วก็ล้มหายตายจาก เธอจัดว่าเก่งและมีโชคทีเดียว

เธอสบตาผม บางอย่างในแววตาบอกผมว่าเธอผิดหวังกับการแนะนำของช่างกล้องวัยสี่สิบห้า คงเพราะเขาไม่ได้แนะนำเธอในฐานะนักร้องอย่างตอนเธอเอ่ยปากกับผมเอง ยังไม่ทันได้คุยอะไรกันอีก ฮตตะพูดชวนให้ทุกคนไปกินข้าวด้วยกัน ผมเดินตามเขาลงไปข้างล่าง ทิ้งให้มิโฮอยู่ตามลำพัง

“พี่เป็นนักเขียนเหรอ” มือกีตาร์ที่นั่งข้างๆ ผมถามขึ้นในร้านอาหารญี่ปุ่นเจ้าประจำ ฮตตะมักพาคนมาที่ร้านนี้บ่อยจนสนิทกับเจ้าของ บางครั้งเราก็ได้อาหารพิเศษแถมมานอกเหนือจากที่สั่งเอาไว้ แต่เหนืออื่นใดคือสามารถนั่งได้นาน จะพูดคุยสนุกสนานหรือปรับทุกข์จนกว่าจะพอใจก็ไม่มีใครว่า 

ผมพยักหน้า อีกฝ่ายถามชื่อหนังสือด้วยท่าทางกระตือรือร้นเกินเหตุ หากแต่พอบอกไปเกินกว่าห้าชื่อเขาก็ยังไม่มีท่าว่าคุ้นเคย ก่อนสารภาพว่าไม่ค่อยได้อ่านหนังสือนัก เขาคงกลัวเสียมารยาทจึงพูดชื่นชมว่าผมน่าจะเป็นนักเขียนดังดูจากปริมาณงาน เจออย่างนี้ผมมักยิ้มนิดๆ แล้วเบี่ยงประเด็นไปคุยเรื่องอื่น  

“ไม่หรอก พี่ก็แค่เขียนไปเรื่อยๆ ยุคนี้ถ้าไม่ทำงานต่อเนื่องคนก็ลืมง่าย เป็นธรรมดาทุกวงการ ไม่เชื่อถามฮตตะสิ อย่างวงการเอวีสมัยปี 1999 ผู้หญิงที่เข้ามาเล่น ต่อให้ดังแค่ไหนส่วนใหญ่อยู่กันไม่เกินปีสองปีก็เลิกแล้ว แต่เดี๋ยวนี้นางเอกบางคนอยู่ยาวเป็นเจ็ดปีสิบปียังออกผลงานมาตลอด ยิ่งดังยิ่งเลิกไม่ได้” ได้ผล หยิบยกเรื่องเอวีมาพูดทีไร คนฟังจะหันไปสนใจวงการหนังสำหรับผู้ใหญ่ คอยถามว่าฮตตะเคยถ่ายภาพนางเอกหนังโป๊หรือนางแบบชุดว่ายน้ำมามากแค่ไหน และเลิกสนใจงานเขียนของผมไปในทันใด 

นานมาแล้วที่ผมไม่ชอบพูดเรื่องอาชีพของตัวเองกับคนแปลกหน้า เมื่อเราแนะนำตัวว่าเป็นนักเขียน ผู้คนจะถามต่อว่างานเขียนชื่อเรื่องอะไร สิ่งที่ตามมาคือความดีใจที่ได้เจอนักเขียนชื่อคุ้น หรือไม่ก็อึดอัดเพราะไม่รู้จักหนังสือเล่มนั้น ผมหน่ายการเข้าสู่กระบวนการซ้ำซากพรรค์นี้ น้อยครั้งเหลือเกินที่จะเจอคนเคยอ่านหนังสือของเราเข้าพอดี นอกเหนือจากงานหนังสือที่แวะเวียนไปแจกลายเซ็นปีละสองครั้ง

ผมยกเบียร์อาซาฮีขึ้นดื่มอึกใหญ่ ฟังนักดนตรีคุย คาดเดากันว่างานแสดงสดจะให้ผลตอบรับอย่างไร โดยส่วนใหญ่พวกเขามักจินตนาการในแง่ดี ทำนองว่างานประสบความสำเร็จอย่างดี พกชื่อเสียงกลับบ้านเกิดในระดับไม่อายใคร พวกเขาอาจทำได้ แต่หนทางมักไม่ง่ายเท่าความคิดฝันหรอก มีสักกี่คนที่สำเร็จผลตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่ต้องฝ่าฟันผ่านอุปสรรคใดๆ เลย อย่างผมเองเคยเจอทั้งเรื่องดีและร้ายมากมายขณะทำอาชีพนักเขียน คงเป็นปกติของมนุษย์นั่นแหละ  

ฮตตะทำตัวเป็นเจ้าภาพที่ดี สั่งเบียร์กระป๋องสีเงินมาจนล้นโต๊ะแต่ก็หายไปอย่างรวดเร็วพอๆ กับเวลาพนักงานนำมาเสิร์ฟ ยิ่งตกค่ำฤทธิ์แอลกอฮอล์ในร่างสร้างความสนิทสนม กำแพงภาษาละลายหายไปอย่างน่าขัน ต่างสนทนากันด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น แต่กลับคุยกันรู้เรื่องเสียอย่างนั้น หรือบางทีอาจเพียงเพราะทุกคนต้องการระบายปัญหาของตัวเองออกมาก็เป็นได้

“ถ้าหมดปีแล้วยังไม่รุ่ง พวกผมคิดหนักเลยพี่ อุตส่าห์ลาออกจากงานประจำมาทุ่มเทกับดนตรีเต็มที่ ตังค์ก็ไม่ค่อยจะมี” มือเบสบ่นข้ามมาจากอีกมุมโต๊ะให้ผมฟัง ผมเพิ่งรู้ว่าพวกเขารวมวงกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แยกย้ายกันไปตอนเรียนจบ แต่ความรักดนตรีและเบื่องานประจำทำให้กลับมารวมกันอีก ตั้งใจสานฝันคือการเป็นนักดนตรีมีชื่อเสียงโด่งดัง เมื่อได้รับโอกาสมาแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อให้เป็นแค่เพียงไลฟ์เฮ้าส์เล็กๆ ทุกคนก็ตื่นเต้นนักหนา

ผมเหลือบมองหาฮตตะ เขาลุกหายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ฮตตะเป็นอย่างนี้เสมอ เวลามีคนปรับทุกข์เขามักหลีกเลี่ยง บางทีเขาอาจจะเบื่อ ศิลปินมีปัญหากันทั้งนั้น และวงเหล้าก็คือแหล่งระบายทุกข์ชั้นดี

ผมเองก็คล้ายกับเขา ไม่ชอบเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัว คร่ำครวญเรื่องทุกข์น่าผิดหวังมากนัก มีไม่กี่คนที่ผมจะเล่าให้ฟัง ส่วนใหญ่มักรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยยังเป็นวัยรุ่น อาจเพราะตอนนี้ผมโตขึ้นจนเข้าใจโลกบ้างแล้วก็ได้ แต่ก่อนผมถูกเลี้ยงดูมาอย่างลูกคนเดียวที่เอาตัวเองเป็นใหญ่ คิดว่าตัวเก่งกาจเหนือใคร ช่วงเป็นวัยรุ่นผมมักตั้งความหวังเปี่ยมล้น พอเสียใจก็คร่ำครวญเป็นสัปดาห์ ผ่านเวลามาจนถึงจุดนี้ผมอยากเชื่อว่าตัวเองแกร่งขึ้นมาก ความสำเร็จหรือผิดหวังเป็นเรื่องธรรมดาโลกที่เราควรทำใจให้ชิน แทนที่จะฟูมฟายให้ค่ากับมันมากมาย

พวกนักดนตรียังคงปรับทุกข์กันเอง โดยมีผมเป็นผู้ฟังที่ดี คอยพูดเสริมให้กำลังใจเป็นพักๆ เท่าที่ประสบการณ์เคยผ่าน มันอาจจะช่วยอะไรพวกเขาไม่ได้มาก ทุกเรื่องราวไหลผ่านวงสนทนา พริบตาก็เลือนหายไป ไม่เหลือสิ่งใดตกค้างให้จดจำนัก 

“ฉันเองก็ฝันอยากเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก พอได้มารวมวงจริงๆ ก็ฝึกหัดตั้งสองปี สุดท้ายพอออกซิงเกิลกลับขายได้ไม่กี่พัน เทียบกับวง AKB48 ไม่ได้สักนิด ทั้งที่แนวเพลงหรือเสียงพวกเราไม่ได้ต่างกันเท่าไรนักหรอก” มิโฮเขยิบมานั่งข้างผมและเริ่มพูดคุย ดวงตาแดงๆ บอกให้รู้ว่าเธอเริ่มเมาแล้ว

วงที่เธอพูดถึงคือวงที่ประกอบด้วยไอดอลหน้าตาดีมารวมกัน มีจำนวนสมาชิกเกือบร้อย กลยุทธ์ทางการตลาดที่หวังดึงแฟนคลับไอดอลแต่ละคนก็ทำให้ขายซิงเกิลไปได้ร่วมล้านแผ่น ไม่แปลกที่ศิลปินวงอื่นคงตาร้อนผ่าวเอาได้ง่ายๆ 

“วงของเธอชื่ออะไร” ผมถามไปอย่างนั้นเอง 

“EELL” ตาของเธอเป็นประกายตอนตอบ “ย่อมาจาก Everybody Ecology Love Laughs”

ผมคร้านจะถามว่าประโยคเหล่านั้นมาเรียงรายต่อกันแล้วมีความหมายอย่างไร คิดว่าคงไม่ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์นัก อดคิดแบบใจร้ายไม่ได้ว่าวงชื่อประหลาดและเรียกยากขนาดนี้ไม่ติดหูใครเลยก็ไม่แปลก ความฝันของมิโฮก็ไม่ต่างจากเด็กสาวหน้าตาดีทั่วไป ขนาดผมที่เพียงเกาะติดฮตตะยามเขาทำงานนานๆ ครั้ง ยังเคยได้ยินความฝันทำนองนี้หลายหน 

มิโฮระบายความในใจต่อว่าแฟนคลับบางคนที่เคยติดตามสมัยถ่ายชุดว่ายน้ำต้องการให้เธอหยุดร้องเพลง แล้วกลับไปเป็นนางแบบเซ็กซี่อย่างเดิมดีกว่า ผมแสร้งทำสุ้มเสียงเห็นใจ ทว่าในใจก็คิดเหมือนแฟนคลับพวกนั้น ถ้าหากทำแล้วไม่รุ่งจะฝืนต่อไปเพื่ออะไร แถมเธอก็ไปได้ดีกับงานถ่ายแบบ ท่าจะสดใสไปอีกหลายปี กอบโกยให้เต็มที่น่าจะเข้าท่ากว่า    

อีกชั่วโมงต่อมากระบวนการปรับทุกข์ก็เสร็จสิ้น ฮตตะจ่ายค่าอาหารแล้วต้อนนักดนตรีเมามายออกจากร้าน หันมาบอกให้ผมไปส่งมิโฮซึ่งอยู่ในสภาพมึนเมาไม่น้อย ผมรับปากแล้วพาเธอขึ้นแท็กซี่ ให้เธอเป็นคนบอกจุดหมาย ระหว่างนั่งรถไปด้วยกันเธอยังระบายปัญหาหนักอกเป็นพักๆ โดยผมได้แต่รับฟัง แต่ไม่ปริปากพูดอะไรอีก 

ความสนใจของผมที่มีต่อญี่ปุ่นเมื่อครั้งเหยียบประเทศนี้ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1999 มีเพียงเรื่องวิดีโอเกม การ์ตูน และสาวญี่ปุ่นเท่านั้น ความทรงจำของผมสำหรับช่วงปีนั้นคือนอสตราดามุสทำนายว่าโลกจะแตก การ์ตูนดังอย่างนารุโตะเพิ่งเริ่มตีพิมพ์ใน Jump ฉบับที่ 43 แมนยูได้ทริปเปิลแชมป์ ฮตตะมารับผมตั้งแต่ที่สนามบินและพาเที่ยวตลอดสัปดาห์ ตามแต่ผมจะเอ่ยชื่อสถานที่ 

“เธอน่าจะเรียนภาษาญี่ปุ่นเพิ่มเติม อยากมาครั้งหน้าอีกไม่ใช่หรือ” เขาแนะนำ

“ไม่เอาหรอก” ผมตอบอย่างดื้อรั้น เด็กวัยสิบเจ็ดเกียจคร้านเกินไป คาดหวังผลลัพธ์สวยหรูโดยปราศจากความพยายาม กร่างและคิดว่าตัวเองสามารถพุ่งหาความฝันได้โดยไม่ต้องลงทุนทุ่มเทอะไรเลย 

เขาไม่เซ้าซี้อะไรอีก ผมชอบฮตตะตรงนี้เอง เขาจะถือว่าตัวเองอายุมากกว่าสั่งสอนผมก็ได้ แต่เลือกไม่ทำ ปล่อยให้ผมเรียนรู้เลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง ยกเว้นบางครั้งที่อดใจไม่อยู่จริงๆ อย่างครั้งหนึ่งเขาเคยแนะนำให้ผมอ่านหนังสือวรรณกรรมหนักๆ ซึ่งผมก็ปฏิเสธเหมือนครั้งอื่น

“อยากเป็นนักเขียน ใจคอจะไม่อ่านหนังสือบ้างเลยหรือไง” 

“ผมชอบอ่านนิยายฝั่งตะวันตกมากกว่า” บอกไปตามตรง ในตอนนั้นวรรณกรรมญี่ปุ่นไม่อยู่ในความสนใจของผมเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าฮตตะจะหว่านล้อมว่านิยายแบทเทิลรอยัลที่เพิ่งวางขายโดดเด่นขนาดไหน หนังสือของมูราคามิก็ยังเป็นเพียงกองหนังสือไร้ความหมายยามเดินผ่าน ผมรู้จักแต่หนังสือของนักเขียนซีไรต์ไทยอย่างวินทร์ เลียววาริณ และสนใจอ่านบทความในนิตยสารไทม์ว่าแฮร์รี่ พอตเตอร์เล่มสามกำลังสร้างกระแสในโลกตะวันตกเพียงใด แค่นั้นผมก็คิดว่าตัวเองทันสมัยพอแล้ว 

“ไม่คิดจะเรียนภาษาญี่ปุ่นจริงๆ เหรอ” เขาตะล่อมถามอีกรอบ “ภาษาอังกฤษอย่างเดียวจะคุยกับสาวๆ รู้เรื่องได้ยังไง” 

“คุณก็สอนประโยคเด็ดๆ ให้ผมสักประโยคก็พอแล้ว” 

เขาหยุดคิด ก่อนจะยิ้ม บอกด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์ว่า

“เอาเป็นว่า ถ้าคุยกับสาวคนไหนแล้วมีโอกาสเหมาะๆ ก็พูดว่า あなたは 綺麗な目があるね (อานาตะ วะ คิเรนะ เมะงะอารุเน่)”

“แปลว่า?”

“You have beautiful eyes” 

“น้ำเน่าชะมัด” ผมเบ้หน้า

“อย่างน้อยมันก็ได้ผลกับน้าเธอมาแล้ว” ฮตตะยิ้มพราย 

ผมแกล้งทำเสียงอาเจียน แต่กลับจำประโยคนี้ไว้ขึ้นใจ และใช้มันในเวลาต่อมาจนได้

-3-

ท้องฟ้าวันนี้ค่อนข้างครึ้มไม่สดใสอย่างวันก่อนๆ ผมเดินจากสถานีรถไฟเข้ามาในสวนสาธารณะอุเอโนะ ผ่านต้นแปะก๊วยที่ใบเปลี่ยนสีเป็นเหลืองสดหมดแล้ว และกำลังค่อยๆ ร่วงหล่นสู่พื้นทำให้บริเวณนั้นมองเผินๆ ราวกับปูลาดด้วยพรมหนานุ่มสีสดใส ใกล้ๆ กับสถานีมีแผงขายขนมกินเล่นอย่างทาโกะยากิร้อนๆ ควันกรุ่นให้ซื้อกินแก้หนาว กลิ่นของมันหอมแตะจมูกจนผมนึกอยากซื้อแล้วเดินถือไปหาที่นั่งหย่อนใจค่อยๆ ละเลียดมันอยู่เหมือนกัน  แต่ครั้งนี้ผมมีนัดรอไว้ก่อนแล้ว

ผมเดินผ่านทางเดินกว้างขวางที่มีต้นไม้ใหญ่เรียงรายตามทาง ใบของมันร่วงหล่นหมดแล้ว ถ้าหากมาในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงราวกลางเดือนเมษายนถนนสายนี้จะกลายเป็นถนนดอกซากุระที่ผู้คนต่างพากันออกมาเดินเล่นชมดอกไม้ แต่เพราะไม่ใช่ฤดูกาลของมัน วันนี้เลยค่อนข้างเงียบเหงา มีคนเดินผ่านไปผ่านมาเพียงบางตา อีกทั้งค่อนข้างเช้า อากาศก็ไม่สดใส คนเลยยังน้อยอยู่ เดินสุดถนนมาถึงสี่แยก ผมเลี้ยวขวา ตรงมาอีกไม่ไกลก็ถึงหน้าพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และธรรมชาติ สถานที่นัดพบของผมกับฮานะ

เมื่อไรที่เราสองคนตกลงเจอกันมักหนีไม่พ้นบรรดาพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในสวนอุเอโนะ เหตุเพราะมันค่อนข้างเงียบสงบ เหมาะแก่การนัดพบยิ่งกว่าร้านกาแฟหรือร้านอาหารเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อไม่ต้องการเจอนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน

ผมจ่ายเงินค่าเข้าราคาถูกกว่าราเมงหนึ่งชาม ขึ้นบันไดเลื่อนตรงไปชั้นสาม ผ่านเข้าไปในห้องที่เรียกอย่างอลังการว่า Animal of the Earth ห้องขนาดใหญ่นี้มีกระจกครอบกลางห้องเพื่อจัดแสดงสัตว์ยุคอดีตขนาดเท่าตัวจริง ผมก้าวเดินอย่างเชื่องช้าไปบนบันไดขั้นเตี้ยๆ ยกระดับท้ายห้องให้สูงกว่าทางเข้าออก คนที่นัดไว้ยังมาไม่ถึง แต่เธอไม่ได้มาช้าหรอก ผมต่างหากที่มาก่อนเวลา ระหว่างสบตากับหมาป่า ฮานะก็มาถึง ผมไม่จำเป็นต้องหันไปมองก็รู้ว่าเธอมาแล้ว เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้น จังหวะอันเป็นเอกลักษณ์ฝังแน่นในความทรงจำ 

“เธอมาถึงก่อนฉันอีกแล้ว” เธอบอกพร้อมรอยยิ้มจางๆ 

“ไม่เหมือนคำทักทายคนที่ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ผมเย้า ยิ้มกลับให้เธอ “แต่งงานไปสามปี ฮานะยังดูดีอยู่เลย” 

“ฉันแค่มีครอบครัว ไม่ได้กระโดดข้ามเวลาไปอีกยี่สิบปีสักหน่อย พูดอย่างนี้ไม่สุภาพกับผู้หญิงเท่าไรเลยนะ นิสัยไม่เคยเปลี่ยนเลย” 

“นิสัยดี?” 

“ปากเสียต่างหาก” ฮานะว่า ดวงตากลมจับจ้องใบหน้าผมจนรู้สึกขัดเขิน “เธอไม่เปลี่ยนเลยสักนิด”   

“ขอบใจสำหรับคำชม” 

ผมลอบสังเกตเธอ ฮานะยังสวย หากทว่ากาลเวลาก็ทำให้เธอเปลี่ยนไปไม่น้อย รูปร่างโค้งเว้าเริ่มมีเนื้อหนังมากกว่าแต่ก่อน เทียบกับเมื่อสมัยเพิ่งรู้จักกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง ตอนนั้นเธอเพิ่งกลับจากออสเตรเลียในปี ค.ศ. 2001 และกำลังจะเซ็นสัญญาเป็นนางแบบกราเวียร์หน้าใหม่ 

เธอเดินเข้ามาในร้านวิดีโอที่ฮตตะหุ้นกับเพื่อนเปิดแถวอิเคะบุคุโระ ผมกำลังช่วยจัดสต็อกสินค้าอยู่ขณะมาท่องเที่ยวช่วงปิดเทอมปีสองเดือนตุลาคม จำได้ว่าวินาทีที่เห็นเธอถอดเสื้อโค้ทออกเหลือเพียงสเวตเตอร์ตาข่ายสีอ่อนสวมทับเสื้อกล้ามรัดรูป ช่างมีเสน่ห์ดึงดูดความสนใจ จากนั้นผมก็อาศัยความใจกล้าหน้าด้านเข้าไปตีสนิทกับเธอ ฮานะไม่เหมือนผู้หญิงญี่ปุ่นคนอื่นที่ผมเคยเจอ เธอช่างพูดและเป็นกันเองแม้แต่กับคนเพิ่งรู้จัก

ฮตตะเองก็คงดูออกว่าผมชอบฮานะ เขาเลยพยายามนัดเธอมาสังสรรค์ด้วยบ่อยๆ พูดถึงผมในฐานะนักเขียนอนาคตไกล ทั้งที่ตอนนั้นผมมีผลงานเพียงแค่เรื่องสั้นในนิตยสารฉบับเดียวเท่านั้น และไม่ได้เขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนอกเหนือจากนี้เลย ฮานะแสดงความสนใจเกินคาด ส่งผลให้เราสนิทกันมากขึ้น เธอบอกผมภายหลังว่าชอบคนที่มีความฝัน เพราะเธอเองก็เป็นเช่นนั้น เรื่องปกติของคนหนุ่มสาว

เราเข้ากันได้อย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ระหว่างช่วงเริ่มต้นฤดูใบไม้ร่วงในปีนั้นช่องว่างระหว่างผมกับเธอแทบไม่เหลืออยู่เลย ผมขยับไปเรียกชื่อต้นของเธอติดปากอย่างไม่ขัดเขิน ขณะพวกเรากำลังเดินดูซีดีในร้านทาวเวอร์เรคคอร์ด เมื่อเพลง Don’t Go Away ของโอเอซิส ถูกเปิดขึ้นฉับพลันผมก็รู้สึกว่ามันเป็นจังหวะอันเหมาะสมจึงเอ่ยประโยคที่ฮตตะเคยสอนออกไป ‘ฮานะ วะ คิเรนะ เมงะอารุเน่’ มันอาจเป็นประโยคศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ก็ได้ เราสองคนก้าวผ่านวัยหนุ่มสาวมาด้วยกัน กระทั่งถึงจุดเปลี่ยนเมื่อผมเรียนจบมหาวิทยาลัย 

ผมเลิกกับฮานะในอีกสี่ปีต่อมาตอนเรียนจบและถูกโลกความจริงบังคับให้ต้องเลือกสายอาชีพ ไม่อาจแบมือขอเงินที่บ้านแพ็คกระเป๋าไปเที่ยวได้อีกต่อไป ไม่มีสถานะนักศึกษาให้หลบซ่อนนอกจากการเป็นคนว่างงาน ต้นฉบับที่เขียนก็ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนตอบรับ ผมเหมือนคนโง่ที่ไม่สามารถรับผิดชอบชีวิตใครได้แม้แต่ตัวเอง ขณะที่ฮานะเป็นผู้หญิงเห็นแก่ตัวเรียกร้องไม่รู้จบสิ้น ยุคทองจบลงแล้ว ตอนเลิกกันเราทำตัวเหมือนคนแปลกหน้า หลังจากผ่านไปหนึ่งปีถึงกลับมาพูดคุยกันอีก ไม่ใช่ในฐานะและความรู้สึกแบบเดิมๆ ทว่าแค่ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบเยี่ยงเพื่อนเก่าสักคน อารมณ์รักใคร่รุนแรงอย่างวัยรุ่นหายไปราวไม่เคยเกิดขึ้น เหมือนพายุพัดผ่านเหลือแค่ความสงบราบเรียบ  

“ครอบครัวเป็นยังไงบ้าง นึกว่าเธอตามสามีไปอเมริกาเสียอีก” ผมถามขณะที่เราเดินลงบันไดไปด้วยกัน ผ่านต้นคริสต์มาสที่ตกแต่งด้วยธีมวิทยาศาสตร์รอท่าเทศกาลเดือนหน้า แดดยามบ่ายส่องผ่านหน้าต่างบานสูงเข้ามาทำให้บริเวณสว่างโดยไม่ต้องเปิดไฟสักดวง แต่พอตกค่ำต้นคริสต์มาสคงเปิดไฟระยิบระยับไม่แพ้ต้นในห้างสรรพสินค้า เสียดายที่ผมคงไม่อยู่รอจนถึงเวลานั้น เพราะมีนัดในช่วงค่ำกับฮตตะ 

“เขาไม่เลวนัก” ฮานะพูดถึงสามีนักธุรกิจชาวต่างชาติ “แต่งงานกันแรกๆ ฉันมีความเชื่อว่าสามีภรรยาต้องอยู่ด้วยกันทุกที่ พอมาระยะหลังกลับได้คิดว่าการเดินทางไปๆ มาๆ มันน่าเบื่อสิ้นดี เลยขออยู่รอที่ญี่ปุ่นดีกว่า ปล่อยให้เขาไปทำงานอย่างอิสระ”

น้ำเสียงของเธอราบเรียบ ไม่แสดงอารมณ์ในทางดีร้าย ถ้าหากมีอะไรในใจมากกว่านั้นฮานะก็กลบมันได้ลึกพอ ผมไม่ถามอะไรต่อ เปลี่ยนไปเล่าเรื่องอาชีพของตัวเองโดยเลี่ยงพูดถึงความสัมพันธ์ในปัจจุบันของตัวเอง เธอคงไม่ใส่ใจนักหรอก เราต่างแยกจากกันมานานเกินกว่าจะสนใจชีวิตรักของกันและกัน 

“ต้นฉบับที่เธอว่าจะแปลเพื่อเอาไปขายที่อเมริกาเป็นยังไงบ้าง” ฮานะถาม

“มันก็เสร็จแล้ว แต่ผลไม่ค่อยดีนัก” ผมยักไหล่ “เอเจ้นท์ปฏิเสธไปเกือบสิบ คอมเม้นท์ที่ดีที่สุดบอกว่าเรื่องดี แต่ไม่ใช่แนวที่เขาหาอยู่ ฉันอาจจะเขียนผิดแนวก็ได้” 

“แสดงว่าคงไม่ง่าย” 

“เคยมีอะไรในชีวิตเราที่ได้มาง่ายๆ ด้วยเหรอ” ผมย้อนถาม 

“ฉันทำได้แค่ให้กำลังใจ คงแนะนำอะไรไม่ได้แน่ เพราะตัวเองก็เคยทำไม่สำเร็จเหมือนกัน”

เธอพูดถึงอดีต ก่อนเราเลิกกันฮานะพยายามผันตัวจากกราเวียร์ไอดอลไปเป็นนักแสดง ความฝันที่ไม่ต่างจากมิโฮตอนนี้นัก โลกประกอบด้วยกลุ่มคนที่มีความมุ่งหวัง สุดท้ายมีเพียงหนึ่งในร้อยที่สามารถประกาศตัวว่าทำสำเร็จ พวกที่เหลือต่างเลือนหายไปจากเส้นทางความฝันอย่างเงียบงัน 

การสนทนาไล่ไปจนถึงวงการบันเทิงซึ่งเธอไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยอีกแล้ว สำหรับนางแบบที่ลาวงการไม่ว่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม สิ่งเดียวที่แฟนคลับควรทำคืออวยพรให้ไม่ได้ข่าวคราวของพวกเธออีก เพราะนั่นหมายถึงเธอมีความสุขกับชีวิตแล้วโดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนกลับมาในวงการ อย่างฮานะเองเธอหายหน้าจากสื่อไปเกือบห้าปีแล้ว ขณะที่ผมกำลังขับเคี่ยวในการแข่งขันอันเข้มข้น ฮานะกลับก้าวเข้าวัยเกษียณทางอาชีพ เราต่างมีจังหวะเวลาไม่เหมือนกัน แม้หายใจอยู่บนโลกใบเดียวกันก็ตาม

“ยังคิดจะเขียนเล่มสองของนิยายเรื่องนั้นอยู่หรือเปล่า…เรื่องที่มีฉันเป็นตัวละคร” อยู่ๆ เธอก็เปลี่ยนเรื่อง 

“เลิกแล้ว เขียนตอนนี้ก็คงไม่ให้อารมณ์เหมือนเดิม” ผมส่ายหน้า นิยายเรื่องนั้นคือผลงานเล่มยาวชิ้นแรกของผม มันเต็มไปด้วยความรู้สึกรุนแรงแบบวัยรุ่น หยาบกระด้าง ทว่าสดใหม่ ยกตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง บางครั้งผมก็รู้สึกว่ามันเป็นบันทึกส่วนตัวที่เห็นแก่ตัว เอาชีวิตคนรอบตัวมาใช้โดยไม่ใส่ใจความรู้สึกพวกเขา  

“น่าเสียดาย บางทีฉันก็อยากรู้ว่าเธอจะเขียนให้ตัวละครเหล่านั้นเป็นอย่างไร มีความคิดอ่านแบบไหน ความจริงฉันคิดว่ามันคงไม่ต่างไปจากสมัยก่อนนักหรอก เรื่องราวบางอย่างยังคงเหมือนเดิม” 

ผมมองหน้าเธอ อยากบอกเหลือเกินว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรานี่อย่างไรล่ะคือภาคต่อของนิยายเล่มนั้น มันถูกเขียนออกมาแล้ว…โดยไม่มีตัวละครไหนปฏิเสธเรื่องราวที่มันดำเนินไปได้…แม้แต่ผม

เราหยุดยืนหน้าทางเข้าพิพิธภัณฑ์ เอ่ยคำลาและอวยพรให้กันอย่างเป็นทางการ ผมนึกสงสัยว่าถ่านไฟเก่าเป็นอย่างไร ไฟระหว่างเรามอดไปนานแล้วจนไม่เหลือแม้แต่ควันเบาบาง รู้ว่าหลังจากนี้ช่องว่างขนาดใหญ่จะกลับมาถมตรงกลางเราทั้งสองอีก ย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาก่อนเพลงของวงโอเอซิสดังขึ้นในร้าน 

ขณะที่ผมกำลังจะก้าวเดินไปทางซ้าย และเธอเดินไปทางขวา ฮานะพูดเบาๆ ให้พอได้ยินกันสองคนว่า

“ความจริงแล้วฉันโกหก ชีวิตแต่งงานของฉัน มันกำลังง่อนแง่น ไม่ค่อยดีนักหรอก” 

ไม่มีคำอธิบายอื่นใดเพิ่ม เธอไม่ได้หยุดเพื่อรอให้ผมแสดงปฏิกริยาหรือพูดอะไรกลับไป ได้แต่มองฮานะที่เดินจากไปบนถนนสายที่ใบแปะก๊วยสีเหลืองสดกำลังร่วงหล่น 

ค่ำนั้นก่อนเวลานัดกับฮตตะผมแวะไปร้านวิดีโอที่เขาเคยร่วมหุ้นกับเพื่อน เขาขายต่อให้คนอื่นเมื่อปีที่แล้ว สภาพภายนอกของอาคารยังเหมือนเดิม สูง…และคับแคบ บันไดเล็กนิดเดียวซ้ำยังชันจนน่าหวาดเสียว กว่าจะไต่ขึ้นไปถึงชั้นสี่ก็แทบหอบ เข้าไปแล้วถึงได้รู้ว่ามันเปลี่ยนไป จากร้านวิดีโอกลายเป็นร้านขายหนังสือมือสอง ผมชอบแวะไปร้านประเภทนี้ หยิบจับหนังสือที่เขียนด้วยภาษาต่างถิ่น จินตนาการว่ามันจะมีเนื้อหาอย่างไรตามหน้าปกของมัน ถ้าชอบใจก็ซื้อติดมือมาด้วย แต่ละเล่มยังใหม่เอี่ยมทว่าราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ

ชั้นใต้ดินของอาคารเป็นร้านขายสินค้าประเภทสำหรับคนอายุสิบแปดขึ้นไป ตอนอายุสิบเจ็ดปีหกเดือนผมแอบฮตตะเข้าไปในร้านเป็นครั้งแรก พยายามเก๊กหน้าขรึมให้ดูเป็นผู้ใหญ่เพราะกลัวพนักงานตรวจบัตร ขณะเดินผ่านส่วนที่มีผ้าม่านสีดำกั้นเอาไว้ด้วยหัวใจเต้นแรง จนอายุย่างเข้าวัยเบญจเพสและกลายเป็นนักเขียนเลี้ยงตัวเองได้แล้วความรู้สึกเหล่านั้นก็เหือดหายไปจนไม่เหลือ เมื่อใช้เวลาอยู่ที่ใดนานพอจนเห็นรายละเอียดเราจะรู้จักตีความมองมันในแง่มุมอื่น คุณจะมองเห็นลมหายใจบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เปลือกตื้นเขิน เห็นร่องรอยสายลมแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นึกเปรียบเทียบวันนั้นกับวันนี้ บางสิ่งยังคงเดิมในขณะบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไป 

ในตอนนี้ผมมองเห็นดีวีดีนางแบบดาวรุ่งหน้าใหม่ๆ ขายในราคาเต็มเกือบสี่พันเยน แผ่นมือสองยังราคาไม่ต่ำกว่าสามพัน ในขณะนางแบบที่เริ่มหมดความนิยมขายในราคาต่ำกว่าหนึ่งพัน ส่วนงานของนางแบบชุดว่ายน้ำที่ย้ายไปแสดงหนังเอวีถูกลดระดับขายในราคาเพียง 500 เยน หรือสามแผ่นหนึ่งพันเยน แต่ก็ยังขายแทบไม่ออก 

ลูกค้าในร้านผลัดเปลี่ยนหน้าทว่าบรรยากาศในร้านยังคงเดิม แต่ละคนเดินพุ่งตรงไปหาชั้นที่ต้องการไม่พูดไม่จาราวกับกำลังจ่อมจมอยู่ในโลกของตัวเอง โทรทัศน์ขนาดเล็กเปิดหนังตัวอย่างไร้เสียง ผมนึกขันตั้งแต่สมัยก่อนว่าบรรยากาศตามชั้นขายดีวีดีลามกนั้นเคร่งขรึมไม่ต่างจากห้องสมุดสักนิด ผมเดินผ่านชั้นวางดีวีดีนางแบบกราเวียร์ ดีวีดีของมิโฮยังอยู่ในหมวดหมู่ราคาแพง ขณะที่ของฮานะกลับไม่เหลืออยู่บนแผงแล้ว ผลงานชิ้นสุดท้ายของเธออาจเป็นของสะสมในบ้านใครสักคน หรือกระจายไปที่ไหนบ้างเกินจะคาดเดา 

คำพูดของฮตตะแทรกเข้ามาในหัว เขาบอกว่านี่เป็นช่วงเวลาของผม นอกจากสงสัยว่ามันเป็นความจริงหรือไม่ ผมยังกังขาว่ามันจะยืดยาวไปได้แค่ไหน 

ตอนเดินออกจากอาคารสี่ชั้น ผมแวะร้านขายซีดีไม่ห่างออกไปนัก และซื้อซิงเกิลของวง EELL ติดมือกลับมาด้วย 

-4-

รถไฟเจอาร์สายทาคาระซึกะพาผมจากโตเกียวมายังเมืองชื่อเดียวกับสายรถ หลังต่อรถไฟสี่สาย ใช้เวลา 4 ชั่วโมงก็มาถึงที่หมายในเวลาเที่ยงพอดี แม้ญี่ปุ่นจะเดินทางโดยรถไฟเชื่อมต่อเมืองต่างๆ ได้โดยสะดวก แต่ผมแทบไม่เคยเดินทางข้ามภูมิภาคมาก่อน มีคราวนี้ที่ผมยอมนั่งรถไฟมาไกล ขึ้นลงหลายรอบเพื่อมายังเมืองอันไม่คุ้นเคย

ปลายทางของผมคือพิพิธภัณฑ์นักวาดการ์ตูนนามเท็ตซึกะ โอซามุ ผู้ถูกยกย่องในฐานะบิดาแห่งวงการการ์ตูนญี่ปุ่นด้วยผลงานระดับตำนานอย่างเจ้าหนูอะตอม ขณะเดินผ่านเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบ ผมรู้สึกว่ามันช่างต่างจากเมืองหลวงอย่างโตเกียวไม่น้อยเลย ผู้คนเร่งรีบน้อยกว่า และส่วนใหญ่คนที่เดินสวนทางกับผมมักอยู่ในวัยกลางคน ผมเดินจากสถานีรถไฟ ผ่านโรงละครทาคาระซึกะ เมืองนี้มีชื่อเสียงในฐานะแหล่งกำเนิดละครที่นำแสดงโดยหญิงล้วน ตลอดทางเดินจึงมีรูปปั้นตัวละครจากการ์ตูนดังเป็นระยะเช่นเรื่องกุหลาบแวร์ซาย พอเดินผ่านออกมาจากถนนคนเดินสายเล็กๆ นั้นก็มาถึงถนนใหญ่ ข้ามแยกไปอีกนิดก็จะถึงพิพิธภัณฑ์ที่ว่า

ถนนหน้าพิพิธภัณฑ์เองก็มีรูปปั้นนกฟินิกซ์และเสาไฟที่มีภาพผลงานของนักวาดการ์ตูนคนดังก่อนถึงหน้าทางเข้า ผมไม่ได้หลงใหลเท็ตซึกะ โอซามุนัก ที่อุตส่าห์ดั้นด้นมาเพราะคนนัดมากกว่า 

มิโฮยืนรออยู่ข้างในเรียบร้อยแล้ว เธอโบกมือพร้อมกับยิ้มให้ผมอย่างดีใจ บางทีเธออาจคิดว่าผมจะเบี้ยวนัดก็เป็นได้ วันก่อนตอนได้รับโทรศัพท์จากเธอผมออกจะแปลกใจทีเดียว เราคุยกันแค่ไม่กี่นาที แต่เธอก็ออกปากชวนผมมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

“ฉันจะไปโปรโมทผลงานที่โอซาก้า คุณมีเวลาว่างมาเจอกันหน่อยไหม” 

ผมตอบตกลงไปอย่างงุนงง ถ้าหากเป็นเวลาอื่นคงปฏิเสธไปแล้ว แต่เพราะเธอเอ่ยปากชวนในยามผมเพิ่งฟังผลงานเพลงของเธอ งานที่ผมไม่เคยสนใจมาก่อนและคงผ่านตาไปง่ายๆ เหมือนกับนักร้องอีกมากมายแทบล้นวงการ ทว่าคราวนี้ผมตั้งใจฟัง เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเสียงร้องของมิโฮไม่เลวเลย เพลงอาจจะไม่โดดเด่นอะไรนัก หากแต่สัมผัสได้ว่าคนร้องมีฝีมือและมีพลัง เธอตั้งใจกับมันจริงๆ ขณะฟังจนจบเพลง ถ้อยคำระบายอารมณ์ของเธอในคืนที่เจอกันครั้งแรกแว่วผ่านกระตุกความทรงจำ ผมพอเข้าใจแล้วว่าทำไมมิโฮถึงท้อใจนัก คืนนั้นผมนึกถึงเศษเสี้ยวบางอย่างในความรู้สึกที่ตัวเองหลงลืมไปแล้ว ทั้งรู้สึกผิดที่ไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของเธออย่างจริงใจ 

“รอนานหรือยัง” ผมถาม มิโฮตอบด้วยการส่ายหน้า แล้วบอกว่า

“เข้าไปข้างในกันเถอะ ซื้อตั๋วไว้แล้ว” 

เธอยื่นตั๋วส่งให้พนักงานสาวหน้าตายิ้มแย้ม มิโฮดึงแขนผมเดินมาทางด้านซ้าย ตรงจุดที่มีแค็ปซูลกระจกใสขนาดสูงกว่าหัวมนุษย์เรียงรายชิดตลอดแนวผนังโค้ง ภายในบรรจุภาพถ่ายในอดีต ประวัติ และผลงานของเท็ตซึกะตั้งแต่รุ่นแรก รวมถึงงานอดิเรกและความสนใจของเขาด้วย มันคือการเดินทางผ่านเวลาเพื่อให้ผู้ชมได้เห็นถึงชีวิตของนักวาดการ์ตูนคนนี้นั่นเอง 

“ฉันชอบห้องนี้มาก ได้เห็นว่าคนยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นเด็กฝึกหัดเหมือนกัน” เธอพูด 

“เรื่องธรรมดา ทุกคนก็ต้องพยายามกันทั้งนั้นละ” 

“ถ้าเป็นไปได้…ฉันก็อยากให้มีคนเก็บผลงานรวบรวมไว้อย่างนี้บ้าง”   

ถ้าเป็นก่อนหน้าผมอาจคิดว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่นางแบบกราเวียร์ไอดอลสักคนจะพูดแบบนี้ แต่วันนี้ผมกลับคิดอีกแบบ ผมวางมือบนไหล่เธอเบาๆ แล้วบอกว่า

“คุณต้องทำได้แน่” 

มิโฮเงยหน้ามองผม ดวงตาของเธอเป็นประกาย ผุดรอยยิ้มกว้าง แล้วดันไหล่ผมกลับเบาๆ เป็นการหยอกเย้า

“คุณก็เหมือนกันนะ แต่หนทางของคุณคงง่ายกว่าฉัน ฮตตะซังบอกว่าคุณเป็นนักเขียนรุ่ง มีงานออกมาตั้งเยอะ”

“ไม่ง่ายหรอก ทุกวงการมีการแข่งขันสูงทั้งนั้น” 

“แต่คนที่ทำงานได้ต่อเนื่องขนาดนี้มีไม่เยอะนัก ฉันว่าอนาคตคุณต้องโชคดีแน่ๆ”

“ไม่จริงเลย” ผมส่ายหน้า อยู่ๆ ก็นึกอยากเล่าเรื่องส่วนตัวให้ใครสักคนฟัง มิโฮเป็นตัวเลือกที่เหมาะ เธอเจอผมแค่ผิวเผินไม่กี่วัน “เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเพิ่งผิดหวังจากการประกวดงานเขียนมา ขนาดเข้ารอบสาขาเดิมๆ มาตั้งสามครั้ง คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์กว่าแต่ก่อน สุดท้ายก็พลาดหวังอีกจนได้ จนเริ่มเบื่อที่จะเขียนด้วยซ้ำไป พวกคนที่โชคดี เขาแข่งทีเดียวก็ชนะแล้ว ไม่ต้องพยายามอะไรมากหรอก” 

เธอเบิกตามองผมอย่างตกใจเล็กน้อย ปฏิกิริยาของมิโฮไม่ต่างจากคนอื่นยามได้ยินผมเปิดปากเล่าปัญหาของตัวเองออกมา คงเพราะโดยปกติผมมักเลือกทำตัวเยือกเย็น เหมือนไม่เคยทุกข์ร้อนอะไร

เราเดินเล่นในพิพิธภัณฑ์ต่ออีกหน่อยก่อนจะแยกย้ายกันกลับ มิโฮต้องไปโอซาก้าต่อเพื่อทำงาน เธอบอกกับผมว่าขอลองโปรโมทซิงเกิ้ลใหม่ให้เต็มที่อีกสักหน่อย เผื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ส่วนผมกลับโตเกียว ความจริงจะนั่งรถไฟไปด้วยกันจนถึงโอซาก้าก่อนก็ได้ แต่ผมเลือกบอกลาเธอตรงนี้แทน

“ขอให้โชคดี”

“คุณก็เช่นกัน อย่าท้อนะ ถ้าฉันยังพยายามต่อไปได้ คุณก็เหมือนกัน” 

ผมยิ้มให้เธอ แดดยามเย็นส่องใบหน้าด้านข้างของมิโฮ ผมมองเห็นเงาของเราเคียงคู่กันบนพื้นชานชาลา หากทว่าเมื่อรถไฟเคลื่อนเข้าจอดในไม่กี่วินาทีต่อมาและเธอผละเดินเพื่อขึ้นรถไฟสายนั้น เงาของเธอก็กลืนไปกับร่มเงาของรถไฟ เหลือแต่เงาของผมเด่นชัดเพียงลำพัง  

คืนก่อนกลับเมืองไทย ฮตตะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพเลี้ยงส่งทั้งที่ผมปฏิเสธหลายครั้ง เมื่อขัดไม่ได้ก็เลยต้องยอม แต่เมื่อเห็นร้านที่ผมพามาก็ชักลังเล ไม่อยากย่างเท้าเข้าไปเสียอย่างนั้น

“พาผมมากินร้านนี้ ลงทุนไปหรือเปล่า” 

“เอาน่า เธอจะกลับทั้งที” เขากอดคอผม พาลากเข้าร้านเนื้อย่างที่ขึ้นชื่อว่าเสิร์ฟเนื้อคุณภาพเยี่ยม แน่นอนว่าราคาของมันก็ไม่น้อยเช่นกัน 

“เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องใส่ใจเลย ทำอย่างกับผมไม่ได้มาบ่อยๆ” ผมพูดอีกครั้ง หลังจากพนักงานรับออเดอร์เรียบร้อยแล้ว 

“ฉลองกันบ้างสักนิดจะเป็นไรไป” ฮตตะยักไหล่ จิบเบียร์ที่พนักงานนำมาเสิร์ฟด้วยท่าทางสบายอารมณ์ “อีกอย่างช่วงปีหลังๆ เธอไม่ได้มาถี่เท่าตอนเรียนอยู่” 

“วงดนตรีที่ฮตตะซังดูแลอยู่เป็นยังไงบ้าง เล่นเสร็จหรือยัง” 

“เรียบร้อยแล้ว คนดูโหรงเหรง แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้แล้วสำหรับวงโนเนม” 

ผมนึกภาพว่านักดนตรีกลุ่มนั้นคงผิดหวังน่าดู หากพอเอ่ยออกไป คำตอบของฮตตะกลับผิดคาด

“ก็ดูมีความสุขกันดีนี่ บอกว่าจะพยายามกันต่อไป อย่างว่าละ วงอินดี้เล็กๆ จากต่างประเทศจะคาดหวังให้ผู้ชมตอบรับยิ่งใหญ่ได้สักแค่ไหน ไม่ได้แสดงคอนเสิร์ตในบูโดกันสักหน่อย พวกนั้นคงพอเข้าใจข้อนี้อยู่บ้างละมั้ง” 

เราดื่มไปคุยไปอยู่สักพัก แอลกอฮอล์ในร่างกายฮตตะก็เริ่มออกฤทธิ์ เขาถามโน่นถามนี่เกี่ยวกับชีวิตผมที่ยามมีสติเต็มร้อยไม่เคยได้ถามไถ่นัก และผมก็จะแกล้งทำเป็นเมาทั้งที่กินเบียร์ไปแค่ไม่ถึงหนึ่งกระป๋องยอมเล่าปัญหาให้เขาฟัง มากบ้างน้อยบ้างเพราะรู้ว่าเช้าวันต่อมาเรื่องทั้งหมดก็เลือนไปจากความจำของเขาหมดแล้ว วันนี้ผมเล่าให้เขาฟังค่อนข้างมาก คงเพราะได้เปิดปากพูดกับมิโฮมาก่อนแล้ว ผมเล่าให้เขาฟังว่างานไม่ได้ราบรื่นอย่างคนภายนอกคิด ยิ่งโดดลงมาเล่นเกมเป็นมืออาชีพตัวจริง พยายามกระโดดคว้าความฝันบนฟ้า ยิ่งง่ายที่จะพุ่งชนเพดานเข้าดังโครม ตระหนักถึงความจริงว่ามันไม่ใช่ฟ้าสดใสเปิดกว้างอย่างใจคิด แต่เหมือนเป็นห้องปิดตายมากกว่า แถมยังพบว่าตัวเองถูกรายล้อมด้วยสิ่งชั่วร้าย จอมปลอม ที่เคยคิดว่าสวยงามยามมองจากระยะไกล 

“ฉันเคยบอกเธอแล้วว่าหนทางของผู้ใหญ่ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ”

“ผมไม่ได้พูดเพื่อฟูมฟายหรอก ก็แค่เล่าให้คุณฟังเล่นๆ ตอนนี้ผมพอจะเข้าใจชีวิตแล้วน่า มิโฮยังน่าห่วงกว่าผมเสียอีกนะ เธอยังเด็ก เวลาฝันก็วาดไว้ใหญ่โต พอทำไม่ได้ตามเป้าก็เหมือนตกลงหลุมเจ็บเนื้อเจ็บตัว” พูดเบี่ยงประเด็นออกห่างจากตัวไปอย่างนั้นเอง ผมเชื่อว่าหญิงสาวคนนั้นเตรียมใจกับความผิดหวังได้ประมาณหนึ่ง

“มันก็ต้องลอง ยังหนุ่มสาวอยู่จะเจ็บปวดผิดหวังบ้างก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้นเถอะ” ฮตตะดื่มเบียร์อีก ผมนับได้กระป๋องที่ห้าแล้ว เขาดื่มเร็วผิดวิสัย 

“ฮตตะซัง…สถานการณ์ไม่ค่อยดีใช่ไหม” ผมถามตรงๆ 

เขาเขี่ยเนื้อในจาน ผมเพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่าสีหน้าเขาอ่อนล้าขนาดไหน ก่อนที่เขาจะตอบ 

“มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฉันมันคนแก่…รู้สึกว่าตัวเองตกยุคแล้วละ” ฮตตะบอกเสียงเนือย “จะมีงานโฟโต้บุ๊กเข้ามาใหม่ งานใหญ่เลย บริษัทกำลังตัดสินใจระหว่างฉันกับช่างภาพอีกคน ถ้าเป็นเมื่อก่อนฉันคงไม่กังวลเลย แต่งานนี้นะพีท…ฉันยอมรับว่ากลัวพลาด” 

“ช่างภาพคนนั้นเก่งไหม” 

“ผลงานโดดเด่นขึ้นมาในสองปีนี้แหละ อายุยังน้อย นิสัยคล้ายเธอสมัยก่อน ปากดี กร่าง คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก” 

“ทำไมต้องเทียบกับผมด้วยวะ” ผมโคลงหัว 

“พูดแล้วมันเข้าใจง่ายดี” ฮตตะบอก “หมอนั่นได้เปรียบตรงงานสดใหม่กว่า แต่ประสบการณ์สู้ฉันไม่ได้ บริษัทถึงได้ลังเลว่าใครสมควรได้งานไป” 

“ทำไมคุณไม่ใช้เส้นสาย คนในบริษัทที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยก่อนน่าจะมีอยู่ตั้งมาก ผู้จัดการของนางแบบคนนั้นอีก ล็อบบี้ให้เขาเลือกคุณมาทำงานด้วยไม่ได้หรือ ของอย่างนี้มันไม่ได้วัดกันที่ผลงานอย่างเดียวสักหน่อย จริงไหม”  

ฮตตะเงียบไปพักใหญ่ จนผมเกือบจะคิดว่าเขาเมาพับจนหลับไปแล้ว

“เธอโตขึ้นแล้วจริงๆด้วยสินะ ถึงเลิกคิดแบบสมัยเด็กว่าเก่งอยู่คนเดียวก็พอ” 

“อยู่ดีๆ พูดอะไรพิลึกอย่างนี้ทำไม” 

“ที่แนะนำมามันก็เข้าท่าหรอก แต่ฉันทำไม่ลง ต่อให้รู้ตัวว่าควรดิ้นไปทางนั้นแต่ก็บังคับตัวเองไม่ได้อยู่ดี” 

“ทำไม?”

“ศักดิ์ศรีของมืออาชีพ วัดกันที่ผลงานฉันยอมรับว่างานปัจจุบันคงสู้เด็กหน้าใหม่ไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าวิ่งเต้นเพื่อให้ได้งานชิ้นใหญ่นั่นมาคงค้านความรู้สึกทั้งตัวเองและช่างกล้องคนนั้น รวมถึงคนในแวดวงเดียวกันด้วย มันจะทำให้งานเก่าๆ ที่ฉันเคยภูมิใจด้อยค่าลงไปด้วย สมัยหนุ่มฉันก็เคยเอาชนะพวกรุ่นเก๋ามาเหมือนกัน” 

ผมเป็นฝ่ายนิ่งไปบ้างเมื่อฟังเหตุผลของฮตตะ

“แย่ฉิบ…เข้าใจหรอกน่า ตอนนี้ผมก็มืออาชีพเหมือนกัน” 

ฮตตะยิ้ม “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนี่หว่า จริงไหม”   

ค่ำนั้นฮตตะดื่มเบียร์ไปอีกกี่กระป๋องผมก็คร้านจะนับ กว่าเราจะออกจากร้านตอนเที่ยงคืนเขาก็แทบไร้สติสัมปชัญญะแล้ว โชคดีที่ร้านอยู่ในย่านเดียวกับห้องพักของเรา ผมเลยพอประคองเขาเดินกลับไปอย่างทุลักทุเล 

ขณะเราเดินผ่านตรอกมืดสลัว เขาก็พูดขึ้นเบาๆ 

“รู้ไหม ฉันนึกอิจฉาเธอที่กำลังอยู่ในยุคทองของคนหนุ่ม” 

“ผมยังสงสัยว่ายุคทองมีจริงไหม” ผมตอบ 

“นั่นสินะ ความจริงแล้วมนุษย์ทุกคนก็มีปัญหากันทั้งนั้น แค่จะพูดหรือแสดงออกมายังไง มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง ปัญหามันก็เหมือนเงานั่นละ มันติดตัวเราไม่เคยห่าง อยู่กลางแดดจ้า ในที่ร่ม กระทั่งมืดสนิทเงามันก็อยู่ตรงนั้น”  

เขาพูดเสียงระรัวเดินโงนเงนเหมือนจะทรุดจนผมต้องรีบจับไว้ ฮตตะชี้ไปที่พื้น ซึ่งมีเงาอันเกิดจากเสาไฟริมถนนของเราสองคนอยู่ มันแทบจะกลืนไปกับความมืดเพราะแหล่งกำเนิดแสงอยู่ห่างไปหลายช่วงตึก 

“ดูสิ เงาในที่สลัวอาจไม่ชัดเจนเหมือนยืนกลางแจ้งให้แดดส่องหัว แต่มันก็คือเงา ต่อให้เฉดสีต่างกันก็เถอะ” 

ผมมองตาม ก่อนที่เงาของเราจะหายไปเมื่อค่อยๆ เดินออกห่างจากเสาไฟนั้นไปเรื่อยๆ 

แสงสว่างลอดเข้ามาในห้องพักขนาด 10 เสื่อ ฮตตะยังหลับไหลเพราะฤทธิ์เบียร์ ผมเลือกไม่ปลุกเขาแต่ทิ้งโน้ตเอาไว้แทน ข้อความเอ่ยขอบคุณและขอให้เขาประสบความสำเร็จกับงานต่อไปในอนาคต ผมไม่รู้ว่าสุดท้ายเขาจะตัดสินใจอย่างไร ยอมหลีกทางให้เป็นไปตามกลไก หรือใช้เส้นสายที่ตัวเองสั่งสมมา ไม่ว่าหนทางไหน ผมเชื่อว่าเขาคิดดีแล้วและยอมรับผลของมัน

ผมแบกเป้สะพายไหล่ เดินออกจากห้องโดยให้เกิดเสียงรบกวนคนนอนหลับน้อยที่สุด ก่อนปิดประตูผมหันมองช่างกล้องที่รู้จักกันมาร่วมสิบปีอีกหน แล้วออกเดินไปยังสถานีเพื่อรอรถไฟไปสนามบิน เมื่อรถไฟเทียบชานชาลาและผมก้าวเข้าไปนั่งเรียบร้อยแล้ว ผมเงยหน้ามองผ่านกระจกหน้าต่างออกไปข้างนอก ท้องฟ้าครึ้มเหมือนวันที่ผมเจอกับฮานะ ระหว่างรถไฟแล่นออกจากสถานี ฝนเม็ดเล็กก็โปรยปรายลงมาส่งท้ายวันเวลาของผมในประเทศญี่ปุ่น ผมนั่งมองทิวทัศน์ข้างนอกค่อยๆ เปลี่ยนจากเมืองอันเต็มไปด้วยอาคารสูงต่ำสลับกันเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ฝนยังคงตก ไม่ถึงกับหนัก…ทว่าก็ปรอยมาไม่ขาดสาย ผมละสายตาจากหน้าต่าง หลุบตามองพื้นรถไฟ วันนี้ไม่มีเงาของผมพาดผ่าน แต่รู้ว่ามีอยู่ตรงที่ควรจะเป็นนั่นละ หลายครั้งมันเพียงกลืนไปกับภาพรอบตัวเท่านั้นเอง

-------------------------------------------------------

ปองวุฒิ  รุจิระชาคร เกิด 29 เมษายน 2525  เรียนจบเกียรติอันดับสอง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  ภาควิชาการตลาด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

งานเขียนชิ้นแรกที่ออกสู่สายตานักอ่านคือ เรื่องสั้น "ฟ้าหลังฝนที่เปลี่ยน" ตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน ใช้นามปากกาว่า ปองวุฒิ ก่อนจะตีพิมพ์นวนิยายเรื่องยาวครั้งแรกชื่อ "Pornovel" ในอีก 4 ปีต่อมา

เป็นนักเขียนมาสิบกว่าปี  มีผลงานเกือบร้อยเล่ม รวมถึงดีกรีรางวัลการันตีจากเวทีประกวดวรรณกรรมมากมาย  

ผลงานทางด้านวรรณกรรม 

  • เคหาสน์ตุ๊กตา (นิยาย) 2557
  • ประเทศเหนือจริง  (เข้ารอบสุดท้ายรางวัล S.E.A. Write Award ประเภทนวนิยาย ประจำปี 2558)
  • ลืมตาตื่นอีกครั้งในเวลาอันสมควร  (รวมเรื่องสั้น) 2560 
  • เข้ารอบ Long list รางวัล S.E.A. Write Award ประเภทเรื่องสั้น ประจำปี 2560 
  • ได้รับรางวัลดีเด่น ประเภทรวมเรื่องสั้น รางวัลหนังสือดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2561 จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ 
  • บ่วงสุคนธา (นิยาย)  2561
  • ชีวิตดีขึ้นง่ายๆ แค่รักเธอครั้งเดียว (นิยาย) 2562 
  • ฯลฯ
แชร์/ส่งต่อบทความนี้


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up
[apwp_player]