{"playlist":[{"title":"\u0e2b\u0e49\u0e2d\u0e07\u0e1e\u0e34\u0e40\u0e28\u0e29","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-001-\u0e2b\u0e49\u0e2d\u0e07\u0e1e\u0e34\u0e40\u0e28\u0e29.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1581399726386-63d45c1b2d20-1024x706.jpeg","duration":"21:49","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e40\u0e1e\u0e23\u0e32\u0e30\u0e23\u0e31\u0e01\u0e08\u0e36\u0e07\u0e21\u0e32\u0e2b\u0e32","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-009-\u0e40\u0e1e\u0e23\u0e32\u0e30\u0e23\u0e31\u0e01\u0e08\u0e36\u0e07\u0e21\u0e32\u0e2b\u0e32.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1518558997970-4ddc236affcd-938x1024.jpeg","duration":"12:03","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e2b\u0e32\u0e22 , \u0e04\u0e33\u0e2a\u0e32\u0e23\u0e20\u0e32\u0e1e\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e04\u0e19\u0e02\u0e35\u0e49\u0e02\u0e42\u0e21\u0e22","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-008-\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e04\u0e33\u0e2a\u0e32\u0e23\u0e20\u0e32\u0e1e\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e04\u0e19\u0e02\u0e35\u0e49\u0e02\u0e42\u0e21\u0e22.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1537713873666-f00791130d05-1024x683.jpeg","duration":"22:02","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e1e\u0e35\u0e48\u0e0a\u0e32\u0e22\u0e41\u0e2a\u0e19\u0e14\u0e35\u0e17\u0e35\u0e48\u0e44\u0e21\u0e48\u0e23\u0e39\u0e49\u0e08\u0e31\u0e01","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-007-\u0e1e\u0e35\u0e48\u0e0a\u0e32\u0e22\u0e41\u0e2a\u0e19\u0e14\u0e35\u0e17\u0e35\u0e48\u0e44\u0e21\u0e48\u0e23\u0e39\u0e49\u0e08\u0e31\u0e01.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1547667498-5b9ede99b99a-1024x768.jpeg","duration":"9:15","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e40\u0e2b\u0e47\u0e14\u0e04\u0e31\u0e19\u0e17\u0e32\u0e40\u0e23\u0e25","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-006-\u0e40\u0e2b\u0e47\u0e14\u0e04\u0e31\u0e19\u0e17\u0e32\u0e40\u0e23\u0e25.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1501169823221-212bdeaf8556-1024x683.jpeg","duration":"12:41","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e02\u0e19\u0e21\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e22\u0e48\u0e32","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-005-\u0e02\u0e19\u0e21\u0e02\u0e2d\u0e07\u0e22\u0e48\u0e32.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1510379558726-265c7a7b8c19-1024x819.jpeg","duration":"16:56","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e06\u0e48\u0e32\u0e2b\u0e31\u0e48\u0e19\u0e28\u0e1e","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-004-\u0e06\u0e48\u0e32\u0e2b\u0e31\u0e48\u0e19\u0e28\u0e1e.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1571065497914-38c5d3cde715-1024x683.jpeg","duration":"49:22","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e08\u0e32\u0e01\u0e40\u0e14\u0e47\u0e01\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19 \u0e2a\u0e39\u0e48\u0e2a\u0e31\u0e07\u0e40\u0e27\u0e35\u0e22\u0e19\u0e40\u0e2b\u0e25\u0e47\u0e01","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-003-\u0e08\u0e32\u0e01\u0e40\u0e14\u0e47\u0e01\u0e40\u0e23\u0e35\u0e22\u0e19-\u0e2a\u0e39\u0e48\u0e2a\u0e31\u0e07\u0e40\u0e27\u0e35\u0e22\u0e19\u0e40\u0e2b\u0e25\u0e47\u0e01.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1552072092-7f9b8d63efcb-1024x683.jpeg","duration":"59:49","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e04\u0e19\u0e17\u0e35\u0e48\u0e1a\u0e49\u0e32\u0e19\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e44\u0e1b\u0e44\u0e2b\u0e19\u0e2b\u0e19\u0e36\u0e48\u0e07\u0e04\u0e19","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-002-\u0e04\u0e19\u0e17\u0e35\u0e48\u0e1a\u0e49\u0e32\u0e19\u0e2b\u0e32\u0e22\u0e44\u0e1b\u0e44\u0e2b\u0e19\u0e2b\u0e19\u0e36\u0e48\u0e07\u0e04\u0e19.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/photo-1510133768164-a8f7e4d4e3dc-1024x683.jpeg","duration":"13:06","playlistid":"playlistid-1"},{"title":"\u0e23\u0e2d\u0e22\u0e25\u0e30\u0e21\u0e38\u0e19","artist_name":"Jood Takieng","audio_file":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/ONCE-010-\u0e23\u0e2d\u0e22\u0e25\u0e30\u0e21\u0e38\u0e19.mp3","poster_image":"https:\/\/joodtakieng.com\/wp-content\/uploads\/2020\/04\/claudio-schwarz-purzlbaum-k39RGHmLoV8-unsplash-1024x683.jpg","duration":"21.49","playlistid":"playlistid-1"}]}
menu แสดงเมนู
อุทกศาสตร์โคกอีเลิ้ง (EP.1-5)
ข่าวว่ามวลน้ำปริมาณมหาศาล รุกเข้ามาประชิดโคกอีเลิ้ง
พงศกร
โควิด-19 มาตอกย้ำเราว่า เรื่องก่อนหน้า ราชสีห์กับค้างคาว เรื่องถัดไป

ตอนที่ได้ข่าวว่ามวลน้ำปริมาณมหาศาล รุกเข้ามาประชิดโคกอีเลิ้งนั้น พบูเพิ่งลงเวรดึก และแวะไปหาเจ๊น้อยในตลาดก่อนกลับบ้านเหมือนปกติที่เคยทำเป็นประจำ

เจ๊น้อยเป็นเจ้าของร้านทำผมหรูหรากลางหมู่บ้าน เป็นสถานที่ซึ่งผู้หญิงทุกคนในโคกอีเลิ้ง ไม่ว่าจะสาวหรือแก่ ต้องแวะเวียนมาทำผมเสมอๆ ดังนั้นร้านเจ๊น้อยจึงเป็นแหล่งรวมของสารพัดข่าว ที่พบูจะต้องแวะเวียนมาอัพเดตทุกวัน

แต่วันนี้ทั่วทั้งตลาดกลับเงียบเชียบผิดปกติ เมื่อไปถึงซาลอนสุดกิ๊บเก๋ พบูก็เห็นทั้งร้านว่างเปล่า ไม่มีแขกแม้แต่คนเดียว ส่วนเจ๊น้อยนั้น เธอกำลังสาวะวนกับการสั่งงานลูกน้องให้ช่วยกันยกเครื่องอบผม เตียงสระผม และสารพัดเครื่องมือสำหรับทำมาหากินขึ้นไปไว้เก็บบนชั้นสองของร้าน 

เห็นดังนั้นพบูก็ได้แต่อ้าปากหวอ

“ปิดกิจการหนีเจ้าหนี้หรือไงเจ๊”

“จะบ้าเรอะ ปากไม่เป็นมงคลเลยนะยะหล่อน” เจ๊น้อยหันมาตวาดแว้ด ขอบตำคล้ำ ดวงหน้าซีดเซียวเหมือนคนอดนอน “มัวอยู่เวรจนไม่ได้ข่าวคราวน้ำท่วมเลยใช่ไหมเนี่ย”

“ก็รู้อยู่ว่าน้องน้ำกำลังจะมาถึงหมู่บ้านเราในไม่กี่วัน แต่หนูว่าไม่เห็นเจ๊จะต้องตื่นเต้นอะไรขนาดนี้เลย” 

พบูพูดไปตามที่ตนเองคิด เรื่องน้ำท่วมกับโคกอีเลิ้งเป้นสิ่งที่เกิดขึ้นประจำแทบจะปีเว้นปีอยู่แล้ว ถึงหน้าฝน ฝนตกหนักไม่กี่วัน น้ำในคลองก็เอ่อล้นท่วมไร่นาและถนนหนทาง ไม่กี่วันก็แห้งหมดไม่เห็นมีอะไรที่น่าหวั่นวิตก 

“น้องน้ำเรอะ ไปเรียกมันว่าน้องทำไม มันเป็นญาติข้างไหนกะแกยะนังพบู” ฟังพยาบาลสาวเรียกน้ำท่วมด้วยถ้อยคำน่าเอ็นดู เจ๊น้อยเลยของขึ้น “เรียกมันว่าอีน้ำจะดีกว่า ท่วมบ้านท่วมเมืองจนจะกลายเป็นบาดาลนครกันไปหมดแล้ว”

“ก็เรียกน้องเขาเพราะๆ เขาจะได้อารมณ์ดี ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปเร็วๆ” พบูพึมพำ

“มาทางไหนไปทางนั้นเลย” เจ๊น้อยไล่ “พูดจาวกวนน่าเวียนหัว ไม่คุยด้วยละ เสียเวลายกข้าวของหนีน้ำ”

พูดจบเจ๊น้อยก็หมดความสนใจพบู หันไปทางลูกน้อง สั่งงานต่อ

“เอ้า เร่งมือหน่อย น้ำจวนจะถึงหมู่บ้านเราแล้ว”

พบูยกมือเกาศีรษะแกรก ลงเวรมายังไม่ทันจะหายมึนหัว มาเจอเจ๊น้อยในภาคองค์ลง พบูถึงกับพูดอะไรไม่ออก

เดินต่อไปได้อีกสักหน่อย พบูก็เริ่มคิดว่าน้ำท่วมครั้งนี้เห็นจะใหญ่โตกว่าที่เคยคิดเอาไว้เสียแล้ว เพราะทั่วทั้งโคกอีเลิ้งเต็มไปด้วยความโกลาหลอลหม่าน โดยเฉพาะที่ร้านค้ากลางตลาดของอาโก มีผู้คนแทบจะทั้งหมู่บ้านมามุงทำอะไรกันสักอย่าง แต่ละคนต่างชูเงินในมือ ส่งเสียงตะโกนดังอึงมี่

“ฉันเหมาสิบกล่องเลย จ่ายสดๆนะอาโก”

“อาโกบอกนังหมวยให้เฝ้าของให้ฉันด้วย อย่าให้ใครยกไปล่ะ เดี๋ยวกลับไปเอารถอีแต๋นที่บ้านมาขนก่อน”

พบูหยุดยืนมองด้วยความประหลาดใจ ตอนแรกนึกว่ามีศิลปินนักร้องชื่อดังมาเปิดคอนเสิร์ตที่ร้านกาแฟใจกลางหมู่บ้าน แต่ครั้นพอสังเกตดูให้ดีแล้ว กลับการเป็นว่าคนเหล่านี้กำลังมาซื้อของจากร้านของอาโกกันต่างหาก

“อะไรกันวะ” เสียงใครอีกคนตะโกนด้วยความหงุดหงิด “ปกติบะหมี่ห่อละหกบาท ขึ้นเป็นสิบสองบาท สองเท่าเห็นๆ จะหน้าเลือดเกินไปหน่อยแล้วอาโกบ้า คอยดูนะ เดี๋ยวกูจะไปฟ้องส.ค.บ.”

“ซี๊ซั๊วต่า น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรมจมหมด ของหายาก อั๊วก็ต้องขายแพงนะสิ ลื้อจาซื้อก็ซื้อ” อาโกไม่สนใจ “ม่ายพอจาย ม่ายอยากซื้อก็หลีกปาย คงอื่นเขาจาล่ายซื้อ”

กำลังฟังผู้คนถกเถียงกันเพลินๆ เสียงใครคนหนึ่งเรียกชื่อหล่อนก็ดังขึ้น

“อ้าว…นังบู นี่แกมาต่อคิวกับเขาด้วยเหรอ” 

เสียงนั้นคุ้นๆ พอพบูหันไปพบว่าเป็นแม่นั่นเอง

“อ้าวแม่…นี่แม่มาทำอะไรกับเขาละจ๊ะ” พบูชักงง

“ก็มาต่อคิวซื้อของแห้งจำพวกบะหมี่กับน้ำดื่มเอาไว้ให้พวกเอ็งกินนะสิ” แม่ตอบ สายตาที่มองตรงมายังลูกสาวคนเล็กเหมือนจะบอกว่า ‘ถามอะไรโง่ๆ’

“ต่อคิวซื้อของ” พบูทำตาโต หันมองแม่และผู้คนที่ยืนต่อแถวยาวเป็นหางว่าวด้วยความงุนงง “ทำไมต้องซื้อด้วยล่ะ”

“นังลูกโง่” คราวนี้แม่เหลืออด เลยด่าออกมาจริงๆ “น้ำจะท่วมฟ้า ปลาจะกินดาว ถ้าเราไม่ตุนอาหารแห้งเอาไว้ในบ้าน ถึงเวลาน้ำท่วมออกไปไหนไม่ได้ จะกินอะไรกันเข้าไปล่ะ”

“ก็เรามีไก่ หลังบ้านมีบ่อปลา ในคลองก็มีผักบุ้ง หนูกินไม่ต้ม กินผักบุ้งจิ้มน้ำพริกทุกวันก็ได้นะแม่” พบูพูดโดยซื่อ “ส่วนเรื่องน้ำดื่มประปาหมู่บ้านก็มี น้ำฝนในตุ่มของเราก็มีเก็บไว้ตั้งหลายใบ”

“น้ำท่วมหนักขนาดนี้ ไก่คงไม่รอด ปลาก็คงหนีไปกับน้ำหมด ส่วนน้ำดื่มเราก็ต้องดื่มน้ำสะอาด เกิดน้ำท่วมหนัก ประปาหมู่บ้านใช้การไม่ได้ เราจะทำยังไง เอ็งนี่เป็นพยาบาลประสาอะไร จับฉลากมาหรือเปล่ายะ” แม่บ่นพึมพำ 

“ข่าวโทรทัศน์เขาบอกให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม หาข้าวปลาอาหารแห้งและน้ำดื่มสำรองเอาไว้ในบ้าน แกนี่มือไม่พายยังเอาเท้าราน้ำอีกนะ”

พบูอ้าปากหาว ง่วงนอนจนไม่อยากเถียงกับแม่ หล่อนมองแถวของชาวบ้านที่ต่อกันยาวเหยียด ก่อนหันไปมองอาโกที่หัวเราะชอบใจ เพราะร้อยวันพันปีขายของได้เรื่อยๆ แต่พอน้ำท่วมมาประชิดหมู่บ้านเท่านั้น ของชำกลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า พบูยังเห็นอีกด้วยว่าในมือของแกถือธนบัตรสีแดงสีเขียวเป็นฟ่อน นับรวมกันแล้วคงได้หลายหมื่นบาท  

“แม่จะต่อแถวก็ต่อไปเถอะ หนูไม่เถียงด้วยแล้วละ กลับบ้านไปนอนก่อนดีกว่า เมื่อคืนเวรยุ่งทั้งคืน ไม่ได้แอบงีบเลย” พบูว่า ก่อนจะเดินกลับบ้านไปด้วยอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงยิ่งกว่าตอนแรก

พอถึงบ้านก็เห็นพ่อกำลังสาละวนกับการจูงอีเผือกและบรรดาลูกๆของมัน อพยพไปอยู่บนโคกสูงทางด้านหลังคอกวัว จากนั้นก็กลับมาพาน้องหมูและน้องไก่ไปพำนักอยู่ในเล้าชั่วคราวที่พ่อสร้างขึ้น มองแล้วบนโคกกว้างใหญ่ที่พบูกับพรเคยวิ่งเล่นกันสมัยเด็กๆ ดูคับแคบไปถนัดใจ

โชคดีที่บ้านของหล่อนเป็นบ้านใต้ถุนสูง ไม่อย่างนั้นพ่ออาจจะพาเธอไปอยู่บนโคกกับบรรดาสัตว์เลี้ยงทั้งหลายด้วยก็เป็นได้ ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นทุกอย่างก็อยู่บนชั้นสอง ไม่ต้องออกแรงขนเหมือนอย่างเจ๊น้อย

เมื่อพบูอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย พ่อก็อพยพสัตว์เลี้ยงเสร็จพอดี และขึ้นมานอนแผ่อยู่กลางบ้านอย่างหมดเรี่ยวแรง สายตาของพ่อมองดูพบูที่คดข้าวกินด้วยความเอร็ดอร่อย เอ่ยปากถามลูกสาวคนโปรดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัย

“นี่เอ็งไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรกับเขาเลยหรือไงนังบู”

“จะให้หนูเดือดร้อนยังไงล่ะพ่อ ก็น้ำยังมาไม่ถึงบ้านเราเลย” พบูตอบพร้อมกับเคี้ยวข้าวไปด้วย

“แต่มันมาใกล้มากแล้วนะ” น้ำเสียงพ่อตื่นเต้น “กำนันคงมาเกณฑ์ผู้ชายในหมู่บ้านไปช่วยกันเสริมพนังกั้นน้ำให้สูงขึ้นอีกสองเมตร เพราะพนังที่โคกอีลอยเพิ่งจะแตกไปเมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมานี่เอง น้ำทะลักเข้าหมู่บ้านท่วมสูงตั้งหลายเมตร”

“หนูว่าน้ำมาไม่ถึงเราหรอก” พบูยังคงเชื่อมั่น เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตนจนป่านนี้ โคกอีเลิ้งไม่เคยน้ำท่วมสูงสักหน

“ของแบบนี้ประมาทไม่ได้” พ่อว่าพร้อมกับยันกายลุกขึ้น “เอ็งนอนพักไปเถอะ ลงเวรมาเหนื่อยๆ พ่อไปช่วยพวกกำนันก่อนละ”

“พ่อ” พบูเรียก หน้าแดงด้วยความเขินอาย

“มีอะไรหือ”  พ่อหันมาหาลูกสาว

“ถ้าเจอปลัดโอม” หล่อนหมายถึงปลัดอบต.หนุ่มหล่อที่เพิ่งจะเริ่มคบหากันอย่างจริงจัง “ฝากบอกด้วยว่าหนูคิดถึง”

“จะบ้าหรือไง” พ่อเอ็ด “เป็นสาวเป็นนาง ไปพูดแบบนั้นกับผู้ชายก่อนได้ยังไง คิดยังไงต้องเก็บความรู้สึกของเราเอาไว้สิ  เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้าจะหาว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน”

“แหม ถ้าหนูไม่บอกเขาว่าคิดถึง เขาจะรู้ได้ยังไงล่ะพ่อ ปลัดโอมแกยิ่งซื่อๆอยู่ด้วย” พบูแกล้งงอน แค่บอกว่าคิดถึงจะเป็นไปไป ถ้าพ่อรู้ว่าหนุ่มสาวสมัยนี้เขาก้าวหน้าไปถึงไหนอาจจะช็อคจนพูดไม่ออก “ก็เพราะพ่อมัวแต่หวงลูกสาว ทั้งหนูทั้งพี่พรถึงได้เกาะคานบ้าน เหนียวหนึบเป็นตุ๊กแกอยู่จนถึงทุกวันนี้ พ่อไม่อยากอุ้มหลานไวๆหรือไงคะ”

“เอาเหอะ” พ่อโคลงศีรษะอย่างอ่อนใจ “ถ้าเกิดเจอปลัดโอม พ่อจะบอกให้ก็แล้วกัน…เฮ้อ…กรรมของกูแท้ๆ เกิดมาเป็นพ่อของนังพบู!”

มื่อหัวถึงหมอน พบูก็นอนหลับสนิทไปแทบจะทันใด 

ครูพรพี่สาวมักจะอิจฉาพบูเรื่องนี้เสมอ ค่าที่พรเป็นคนคิดมาก จึงมักจะมีเรื่องที่ทำให้นอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ

พบูนอนหลับลึกจนไม่รู้เรื่องรู้ราวเลยว่ารอบกายเกิดอะไรขึ้นบ้าง จนกระทั่งเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกที ก็ตอนที่แม่เขย่าตัวอย่างเอาเป็นเอาตาย

“โอ๊ย…เป็นนางพยาบาลประสาอะไร คนไข้จะตายอยู่แล้วปลุกเท่าไรก็ไม่ยอมตื่น” แม่แกล้งว่า

“กรี๊ด” พบูกำลังฝันหวานว่าเดินซื้อของในตลาดนัดอยู่กับปลัดโอม พอดีได้ยินใครสักคนตะโกนว่าคนไข้กำลังจะตาย ก็เลยหูตาเหลือกลุกขึ้นมา “ไหนคะ ไหนคะ คนไข้ห้องไหนกำลังจะตาย เดี๋ยวพบูจะไปช่วยนะคะ ญาติและผู้ไม่เกี่ยวข้องกรุณาอย่ามุงนะคะ ไหนคะ ห้องไหนคะ”

“นังพบู” แม่ตีเพียะเข้าที่แขน พบูถึงได้สติ “คนไข้ที่ไหนกัน ฉันแกล้งแกเล่นตะหาก”

“แหม แม่น่ะ…เล่นเอาหนูตกใจแทบแย่ นึกว่าตัวเองเผลอนอนหลับตอนอยู่เวร” พบูหน้าคว่ำ ปลัดโอมกำลังจะจูบเธออยู่แล้วเชียว น่าเสียดายที่แม่มาขัดจังหวะความฝันเสียก่อน

“ตื่นได้แล้ว” เสียงพ่อแว่วมาจากหน้าบ้าน “น้ำมาถึงโคกอีเลิ้งเราแล้วละ”

“อะไรนะคะ” พบูยกมือขึ้นทาบอก แสดงอาการตกใจแบบนางเอกในละครหลังข่าว “ไม่จริงใช่ไหมคะคุณพ่อ ไม่จริงใช่ไหมคะคุณแม่”

“ไม่จริงกะผีนะสิ” แม่ค้อนลูกสาวคนเล็ก “พนังกั้นน้ำแตกตั้งแต่ตอนบ่าย ไม่ถึงชั่วโมงน้ำทะลักเข้ามาในโคกอีเลิ้ง ขนาดบ้านเราอยู่สูงน้ำยังท่วมถึงบันไดขั้นที่ห้า ป่านนี้ไม่รู้ในตลาดเป็นยังไงกันบ้างแล้ว”

“เป็นไปได้ยังไง” พบูขมวดคิ้ว “ก็พ่อเพิ่งไปช่วยกำนันคงเสริมพนังกั้นน้ำอยู่เลยนี่จ๊ะ”

หล่อนวิ่งไปดูน้ำที่ระเบียงหน้าบ้าน แล้วก็ต้องอ้าปากค้าง ด้วยบริเวณที่เคยเป็นทุ่งนาสีเขียวขจี บัดนี้ได้กลายเป็นทะเลสาปไปเสียแล้ว ขนำหลังน้อยกลางทุ่งนาถูกน้ำท่วมมิดมองไม่เห็นแม้หลังคา

สายน้ำสีขุ่นไหลเร็วรี่ ราวกับบ้านของหล่อนปลูกอยู่กลางแม่น้ำ แสงตะวันยามใกล้ลับฟ้าสะท้อนสีแดงฉานราวสีเลือด

ดอกปีบสีขาวสะอาดทิ้งตัวจากต้นโรยลงมาเป็นสาย ก่อนจะลอยละลิ่วไปกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยว

โคกสูงซึ่งอยู่ด้านหลังบ้านถูกน้ำโอบล้อมจนกลายสภาพเป็นเกาะ อีเผือกกับลูกส่งเสียงร้องมอๆ แข่งกับเสียงอู๊ดๆของเหล่าน้องหมูและเสียงกระต๊ากๆของแม่ไก่ เคราะห์ดีที่พ่ออพยพพงกมันไปอยู่บนโคกได้ทันการ ไม่เช่นนั้นพบูไม่อยากจะคิดเลยว่าอีเผือกกับลุกๆของมันจะถูกกระแสน้ำพัดพาไปถึงไหน

“พระคงคาแดงเดือดดังเลือดนก อกแผ่นดินจะเป็นบ้าฟ้าจะเหลือง ผีป่าจะวิ่งเข้าสิงเมือง ส่วนผีเมืองก็จะออกไปอยู่ไพร” พรท่องกลอนเสียงเยือกเย็น เล่นเอาพบูและทุกคนต่างพากันขนลุก

“จะบ้าเหรอพี่พร ท่องกลอนอะไรก็ไม่รุ้ น่ากลัวชะมัด” พบูเอือมมือไปหยิกพี่สาว “คนยิ่งใจคอไม่ดีอยู่ด้วย”

“เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยายังไงล่ะพบู ไม่รู้จักหรือไง ตอนนี้ในอินเตอร์เน็ต เขาพิมพ์ส่งต่อๆกันจนทั่ว” พรอธิบาย “ก่อนกรุงจะแตกมีเพลงยาวนี้แจกกันไปทั่ว ว่ากันว่าเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าเสือ”

“กรุงศรีอยุธยาแตกไปตั้งนานแล้ว” พบูยังไม่หายหวาดหวั่น “พี่พรจะมาท่องอะไรกันตอนนี้”

“ก็ฟังไว้เป็นอุทธาหรณ์” พรสอนน้องเหมือนกับสอนนักเรียน “เพลงยาวไม่ใช่คำสาปแช่ง แต่เตือนให้เราตระหนักถึงสภาวะธรรมชาติที่วิปริตไป เหมือนกับเป็นอาเพศที่ทำให้คนในบ้านเมืองอยู่กันอย่างไม่มีความสุข”

“กรุงไม่แตก แต่เขื่อนแตกหรือเปล่าก็ไม่รู้” พ่อนิ่วหน้า

“อาจจะแตกนะ” แม่ว่า “น้องปลาบู่บอกไว้”

“น้องปลาบู่ไหน” พรถามแม่ สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย

“ก็น้องปลาบู่ไงล่ะ เชยมากไม่รู้จักน้องปลาบู่ เอ็งไปอยู่เสียที่ไหนหือนังพร ก่อนตายน้องเขาสั่งเสียคุณพ่อไว้ว่าให้เตือนคนไทยว่าเขื่อนกำลังจะแตก แล้วก็ทำนายนั่นนี่อีกหลายอย่าง หูย…แม่นมากๆ” แม่เล่าตามที่ได้ยินต่อมาจากเจ๊น้อย เมื่อตอนที่ไปทำผมเมื่อสัปดาห์ก่อน

“จะคำทำนายไหน แต่แม่นยำที่สุดคือนักวิทยาศาสตร์ ตอนนี้โลกร้อน ฟ้าฝนเลยตกผิดฤดูกาล ไม่ใช่หน้าฝน ฝนก็ตก” พรอธิบายอย่างมีหลักการ สมกับเป็นคุณครู “ปีนี้ประเทศเราเจอพายุลูกใหญ่ๆมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา น้ำเหนือเขื่อนก็เลยมีมากกว่าปกติ”

“มิน่าล่ะ น้ำถึงได้มากขนาดนี้” แม่รีบเปลี่ยนเรื่อง เพราะกลัวว่าลูกสาวคนโตที่เป็นครูจะอธิบายหลักการทางวิทยาศาสตร์ให้ปวดหัวไปมากกว่านี้ “เห็นไหมนังพบู ทำเป็นพูดมากที่เห็นฉันไปต่อคิวซื้ออาหารแห้ง ถ้าฉันไม่ตื่นไปเข้าแถวแต่เช้า มีหวังพวกเราอดตายกันแน่”

“แล้วจะทำยังไงกันดี” พบูมองน้ำที่ท่วมสูงถึงบันไดขั้นที่ห้า และกำลังเพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ เหลืออีกเพียงเจ็ดขั้นเท่านั้น ก็จะท่วมถึงบ้านชั้นสอง และถ้าถึงตอนนั้นหล่อนยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไงกันต่อ “เจ็บใจจริงๆพนังแตกเสียได้”

“หนนี้น้ำมาเยอะมาก” พรชะโงกหน้ามาเล่าให้น้องสาวฟัง “กั้นยังไงก็กั้นไม่ไหว แล้วที่พนังแตกเร็วก็เพราะพวกชาวบ้านโคกอีลอยมันมาช่วยกันรื้อพนังด้วยนะสิ”

“อ้าว” พบูฟังแล้วของขึ้น “ทำแบบนี้ได้ยังไง ทำไม่ถูกละ…บ้านตัวเองท่วม บ้านคนอื่นก็ต้องท่วมด้วยอย่างงั้นเหรอ”

“ก็ว่าไม่ได้นะพบู” พรเล่าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เพราะเราทำพนังกั้นโคกอีเลิ้ง น้ำจากโคกอีลอยก็เลยระบายช้าลง ระดับน้ำที่หมู่บ้านโน้นก็เลยสูงกว่าปกติ พวกชาวบ้านก็เลยมารื้อพนัง เพราะเชื่อว่าน้ำที่โคกอีลอยจะได้ลดลงไวๆ”

“แล้วผลเป็นยังไงล่ะ” พบูหน้าคว่ำ รู้สึกไม่เป็นธรรมที่หมู่บ้านของตนเองต้องพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย “ตกลงเลยท่วมกันถ้วนหน้า”

“อย่าบ่นเลยน่ะ” พรพูดเหมือนอ่านใจพบูได้ “ยังไงเราก็เพื่อนบ้านกัน ท่วมก็ท่วมด้วยกันนี่ละ ปล่อยให้น้ำผ่านโคกอีเลิ้งไป น้ำที่โคกอีลอยก็จะได้ลดลงไวๆ อดทนกันหน่อย คงไม่นานนักหรอก”

พบูกำลังขยับปากจะเถียงพร หากเห็นร่างสูงๆของปลัดโอมนั่งเรือหางยาวมากับลูกน้อง มุ่งหน้ามาทางบ้านของหล่อนเข้าเสียก่อน สีหน้าของหญิงสาวจึงดีขึ้นทันตาเห็น

“พบู…พบู” เสียงปลัดหนุ่มรูปงามร้องเรียก

“ยู้ฮู ยู้ฮู พบูอยู่นี่ค่า” พบูโบกไม้โบกมือตอบ แม่รีบเอื้อมมือมาหยิกแขนลูกสาว เป็นการเตือนไม่ให้ทำท่าดีใจจนออกนอกหน้า

“คุณปลัดมาช่วยพบูแล้วใช่ไหมคะ” หล่อนรีบถามเมื่อลูกน้องของปลัดโอมนำเรือมาจอดเทียบที่บันไดบ้าน

“ไม่ใช่ครับ” ปลัดโอมตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ผมมาลาดตระเวณดูความเสียหายของชาวบ้านน่ะ บ้านพบูสูงยังปลอดภัย บ้านคนอื่นสิ บางหลังจมมิดไปแล้ว ผมกำลังระดมพวกเราไปช่วยกันอพยพผู้คนไปรวมกันที่โรงพยาบาล”

“ตายจริง” พบูมัวแต่ห่วงตนเองจนลืมนึกถึงโรงพยาบาลไปเสียสนิท “แล้วโรงพยาบาลเป็นอย่างไรบ้างคะ”

“โชคดีที่โรงพยาบาลตั้งอยู่ในพื้นที่สูงสุดของหมู่บ้านเรา น้ำก็เลยปริ่มๆท่วมถนนด้านหน้า จัดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุดในตอนนี้” 

ปลัดโอมตอบ น้ำเสียงของเขาเหน็ดเหนื่อย หากดวงตายังคงมุ่งมั่น

“พบูกับครูพรว่างไหมครับ ผมอยากได้คนไปช่วยที่นั่น”

“ว่างค่ะ” สองพี่น้องตอบพร้อมกัน “รอประเดี๋ยวนะคะ ขอพวกเราไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” 

“ขอฉันไปด้วยคนค่ะปลัด” แม่ยกมืออาสา “ถึงทำอะไรได้ไม่มาก แต่ฉันก็พอจะมีฝีมือเรื่องข้าวปลาอาหารอยู่บ้าง ขอสมัครไปช่วยทำอาหารเลี้ยงชาวบ้านที่อพยพไปพักอยู่โรงพยาบาลก็แล้วกัน”

“ปลัด” ระหว่างรอลูกสาวและภรรยาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทะมัดแทมง เหมาะกับสถานการณ์ พ่อเอ่ยถามปลัดหนุ่มด้วยสายตาเป็นกังวล “ถามจริงๆเถอะ…มันจะเลวร้ายไปกว่านี้ไหม”

“คุณลุง” ปลัดโอมถอนใจยาว นิ่งไปนานก่อนจะพูดเสียงแผ่วว่า “ตอบตามตรงนะครับ…ผมคิดว่านี่ยังไม่ถึงที่สุด เท่าที่ผมทราบข่าวมา มวลน้ำก้อนใหญ่กว่านี้ยังลงมาไม่ถึงเรา”

“แล้วถ้าน้ำยังทะลักลงมาอีก…” พ่อคิดเลยไปถึงอนาคต “โรงพยาบาลจะปลอดภัยไหม”

“ถึงตอนนั้นก็ไม่แน่เหมือนกันครับ” ปลัดโอมเม้มริมฝีปากแน่น “แต่คุณหมอมานะบอกว่า ถ้าน้ำท่วมสูงขึ้นกว่านี้ เราคงต้องย้ายคนขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง เพราะท่วมยังไงก็คงไม่ถึงชั้นสองหรอกครับ ถ้าท่วมสูงถึงชั้นสองของโรงพยาบาลละก็ ตอนนั้นกรุงเทพก็คงไม่รอดแล้วละ…”

-------------------------------------------------------

พงศกร เป็นทั้งนามปากกาในการเขียนหนังสือ  และชื่อจริงของ หมอโอ๊ต นายแพทย์พงศกร จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการสื่อสาร โรงพยาบาลกรุงเทพ  

เรียนจบจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และอบรมเป็นผู้เชี่ยวชาญสาขา เวชศาสตร์ครอบครัวจาก Pennsylvanin State University ประเทศสหรัฐอเมริกา  

เริ่มเขียนนิยายเรื่องแรก  เบื้องบรรพ์ (ได้รับรางวัลชมเชยประเภทนวนิยายจากมูลนิธิสุภาว์ เทวกุล ) ปี 2544 นับจากนั้นจนถึงปัจจุบันก็เขียนหนังสือมาหลากหลาย ทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี รวมทั้งบทความทางการแพทย์ และคอลัมน์ตอบปัญหาสุขภาพในนิตยสาร

ปัจจุบันเป็นเจ้าของสำนักพิมพ์ groove publishing เพื่อตีพิมพ์ผลงานของตนเอง  และนักเขียนมีชื่อ พร้อมทั้งเปิดเว็บไซต์ anowl.co เพื่อให้นักอ่านสามารถอ่านนิยายได้ฟรี และเป็นช่องทางให้ผู้ที่รักและหลงไหลในการอ่าน การเขียนได้มีกิจกรรมดี ๆ ร่วมกัน 

ผลงานด้านวรรณกรรม

  • เบื้องบรรพ์ (รางวัลชมเชยประเภทนวนิยายจากมูลนิธิสุภาว์ เทวกุล  ปี พ.ศ.2544)
  • ฤดูดาว (รางวัลชมเชยในการประกวดหนังสือดีเด่น ประเภทนวนิยาย ปี 2549)
  • รอยไหม (รางวัลชมเชยในการประกวดหนังสือดีเด่น ประเภทนวนิยาย ปี 2551)
  • มณีแดนสรวง  (นิยาย) 2554
  • กี่เพ้า (นิยาย) 2554
  • เปลวกนก (นิยาย) 2562
  • ฉัตรกนก(นิยาย)  2562
  • เชิญกนก (นิยาย)  2563
  • ฯลฯ
แชร์/ส่งต่อบทความนี้


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up
[apwp_player]