[apwp_player]
menu แสดงเมนู
ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา
ก้อนหินหนึ่งก้อน เสมือนหนึ่งชีวิต.. เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วผุพังตามเวลา
[molongui_author_name]
จักรยานคันแรก เรื่องก่อนหน้า ในความสัมพันธ์- เรื่องถัดไป

ความผุกร่อนของก้อนหินที่ผ่านหลายร้อนหลายหนาว คลื่นซัดกระแทกจนสึกหรอ บ้างเป็นก้อนกรวดกลมมน บ้างก็เว้าแหว่ง หยาบ ขรุขระเป็นรูพรุน กลายเป็นเกล็ดเม็ดทรายระยิบระยับตา

หินหลากสีเหมือนคนมีหลายเผ่าพันธุ์ เข้มอ่อนสวยงามแตกต่างแต่วางด้วยกันได้อย่างลงตัว เปรียบได้กับสังคมหนึ่งๆ ที่ประกอบด้วยหลายชีวิต หลายอุปนิสัย หลากสไตล์

ก้อนหินหนึ่งก้อน เสมือนหนึ่งชีวิต.. เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วผุพังตามเวลา

ฉันเดินเก็บก้อนหิน ก้อนกรวด และเปลือกหอยที่เกลื่อนกราดรอบตัว นำมาจัดเรียงทีละชิ้น อย่างช้าๆ ใช้สติควบคุมอารมณ์ เหมือนกำลังเดินจงกรม สงบจิตสงบใจ ความรู้สึกขัดแย้งต่อสู้อยู่ภายใน ฉันเพ่งดูฝ่ายไหนจะชนะ..ระหว่างความเศร้ากับความเข้าใจ

เม็ดทรายเล็กๆ  อัดแน่นริมหาด เสียงน้ำทะเลซัดสาดเป็นระลอกๆ  อีกไม่นานเส้นสายล้อมรอบที่ขีดวาดไว้คงกลับมาเรียงเม็ดใหม่ตามลวดลายที่คลื่นซัดมา เป็นเรื่องปกติธรรมดาของวงจรท้องทะเล น้ำขึ้นน้ำลงสลับกันไป

ถัดไปอีกนิด ซากเรือผุพังและขอนไม้ข้าง ๆ ถูกทิ้งร้างไว้อย่างเหงาหงอย แสนสลดหดหู่ใจ ในอดีตเรือลำนี้คงสวยงาม หลังจากถูกใช้งานมายาวนาน ท้องเรือชำรุด ผุพัง จึงถูกทิ้งร้าง หมดประโยชน์อีกต่อไป

รู้สึกเหงาและอ้างว้างเหมือนฉันไหม?? .. เรือ

มองผ่านความว่างเปล่าไปไกลลิบตา เห็นเส้นขอบที่ท้องฟ้าบรรจงตัดกับน้ำทะเลนิ่งสงบไม่ไหวติง ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่ครอบครัวฉันยกขโยงมาเที่ยวทะเล เราคงขนหม้อ กระทะ เตา จุดไฟย่างบาร์บีคิวกันอย่างมีความสุข สนุกสนานบานตะไท แต่มาทะเลตอนนี้เงียบเหงาสุดใจ หัวใจกำลังร้องไห้ ฉันเบือนหน้าแอบไม่ให้ใครเห็นหยดน้ำตาของความเศร้าโศกที่ถาโถมทวีคูณ เมื่อคิดถึงอดีตที่ผ่านมา ทุกอย่างเหลือไว้แค่ความทรงจำดีๆ สายน้ำไม่เคยหวนกลับ เฉกเช่นชีวิตคน

ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วนะ.. ฉันไม่อยากนับนิ้วเลย..

ฉันมาเยือนที่นี่ครั้งแรกเมื่อสิบปีก่อน ฉันนำอัฐิและอังคารของคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คุณแม่ และน้องชายคนเล็กมาฝากไว้กับเจ้าแม่นที ท้าวสีทันดร ที่อ่าวดงตาล ฐานทัพเรือสัตหีบ ที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “ฮวงจุ้ยแห่งท้องทะเล” แล้วฉันกลับมาเยือนอีกครั้งเมื่อสามปีที่แล้ว นำธาตุคุณน้าคืนกลับสู่ธรรมชาติ 

แต่ในปีนี้ฉันต้องมาที่นี่สองครั้งแล้ว มันช่างเป็นสถานที่ที่ฉันไม่อยากมาเลย

ฉันมั่นใจ..มันไม่ใช่เรื่องปกติ  หากว่าใครต้องเจอเหตุการณ์เหมือนฉัน กับใบไม้ที่ปลิดปลิวหายไปสี่ใบภายในหนึ่งปี ฉันสูญเสียคนใกล้ตัวติดๆ กัน ยากที่จะทำใจ..ไม่ให้รู้สึก

หากน้ำตาไหลออกมาเป็นเลือดได้ มันคงไหลมาเป็นสาย.. 

มันเศร้าลึกสะสมข้างใน จนกลั่นออกมาเป็นหยด  หยดแล้ว หยดเล่า 

ผ่านปีใหม่มาไม่กี่วัน..

ใบไม้ใบแรกร่วงหล่น ฉันรับรู้สภาวะมาระยะหนึ่งแล้ว ที่น้าเขยต้องเข้าออกโรงพยาบาลเพื่อรับเลือด แต่เริ่มถี่ขึ้น ทุกทีๆ 

โรคที่น้าเป็นไม่มีหนทางรักษา นอกจากการปลูกถ่ายอวัยวะเท่านั้น แถมยังไม่มีใครรับรองผลสำเร็จอีกด้วย 

เพราะอายุมากแล้ว 

ฉันเจอน้าครั้งสุดท้าย.. น้าดูอ่อนแรง ผิวหนังแห้ง เป็นจ้ำๆ คงเป็นผลจากโรคของน้า ทำให้ไขสันหลังไม่สามารถผลิตเลือดได้เอง หมอบอกให้ทำใจ นับถอยหลังไม่เกิน 6 เดือน ฉันฟังการบอกเล่า เจ็บ จุกจนพูดไม่ออก กัดริมฝีปากแน่น ปลอบใจน้าสาวที่น้ำตานองหน้า.. สงสารน้าจับใจ

ใบไม้ใบที่สอง..เป็นใบที่ฉันไม่อยากคิด ช่างเป็นสิ่งสะเทือนใจแสนสาหัส น้าสาวคนเล็กที่สนิทที่สุด น้าเป็นทั้งพี่ เพื่อน และคุณแม่จำเป็นตอนฉันยังเล็กๆ 

หลังเลิกเรียนฉันแวะรับน้าที่ทำงาน แล้วไปเดินเล่น ซื้อขนม กลับบ้านพร้อมกัน เพื่อนของน้าทุกคนจดจำฉันได้อย่างดี 

โรคของน้า..เป็นโรคยอดฮิตในตอนนี้ น่าเสียดายที่น้าดื้อดึงไม่ยอมไปหาหมอเพื่อทำ CT Scan ตั้งแต่แรก ปล่อยให้อาการกำเริบรุนแรง แล้วจึงยอมไป ผลตรวจออกมาไม่สู้ดี หมอพบก้อนเนื้อผิดปกติบริเวณต่อมน้ำเหลือง 

น้าสาวถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในสังกัดของประกันสังคม จำเป็นต้องรอคิวนานมาก กว่าจะได้พบหมอเพื่อตรวจเช็กโดยละเอียด 

ไม่รู้ว่า..ในขณะนั้นโรคร้ายเริ่มแพร่กระจายไปที่อื่นอีกหรือเปล่า น้ารักษาด้วยเคมีบำบัดต่อเนื่อง ฤทธิ์ยาคงแรง น้ากินข้าวไม่ลง ร่างกายซูบผอมจนน่าตกใจ จากตัวอ้วนกลมน่ากอด เป็นน้าที่หน้าตอบน้ำหนักหายไปสิบกว่ากิโล ผมยาวสวยๆ ของน้าเริ่มร่วง ที่สุดน้าตัดสินใจโกนผมเกลี้ยง น้ารักษาตัวอยู่นานเกือบปี 

น้ามีอาการแพ้เคมีทุกครั้ง ไม่แน่ใจว่ายามันแรงหรือน้าไม่สู้ น้าไม่ยอมกินอาหาร ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกัน เกล็ดเลือดต่ำ ติดเชื้อ ต้องให้เลือดสามสี่ครั้ง ฉันจำได้อย่างดีเมื่อปลายปีที่แล้วฉันแวะไปเยี่ยมเยียนที่บ้าน น้าคุยให้ฉันฟังขโมงโฉงเฉงนานกว่าสองชั่วโมง ฉันไม่เคยเห็นน้าพูดน้ำไหลไฟดับแบบนี้มาก่อน น้าพูด น้าคุย น้ามีความสุขมาก น้าสั่งซื้อตุ๊กตาทางออนไลน์เตรียมไว้ให้ฉันเป็นของขวัญปีใหม่ แบ่งกุ้งแห้งใส่ถุงให้ ยกกระปุกวิตามินขวดใหญ่มา บอกว่าเอาไปกินบำรุงสมอง น้ายังเป็นห่วงหลานรักตามเคย 

น้าเป็นคนเดียวที่ฉันพูดคุยได้ทุกอย่าง ฉันไม่มีโอกาสล่วงรู้เลยว่า.. ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย..ที่ได้พูดคุยกันยาวขนาดนี้ หลังจากนั้นไม่นาน ถึงกำหนดเวลาที่น้าต้องให้คีโมอีกครั้ง

ครั้งนี้คุณหมอเปลี่ยนยาตัวใหม่ เพราะเจ้าโรคร้ายเริ่มแผ่กระจายวิ่งเล่นไปทั่ว ยาที่ได้รับรุนแรงมาก ทำให้น้าต้องพักอยู่โรงพยาบาลนานเกือบเดือน ออกมาแล้วก็ต้องกลับไปใหม่แบบฉุกเฉิน 

คราวนี้เกิดการติดเชื้อซ้ำ ทุกอย่างกำลังรุมทำร้ายน้า ต้องฟอกไต เจาะคอ เจาะท่อสวนปัสสาวะ มองเห็นร่างกายที่บอบช้ำของน้าแล้ว กลั้นน้ำตาได้อย่างยากเย็น พยายามหลบตาไม่ให้น้าเห็น น้าคงเจ็บและทรมาน น้าหงุดหงิดที่สื่อสารไม่ได้ พยายามดึงทุกสายออกจากตัว พยาบาลเลยต้องผูกแขนขาน้าไว้กับเตียง 

ทำไม..ใจร้ายกับน้าของฉันจัง

เรายังมีสัญญาต่อกันนะน้า ฉันทวงน้าทุกครั้งที่พบหน้า น้าแข็งแรงไวๆ นะ เราจะไปเดินเล่นซื้อของที่พาหุรัด หนูอยากได้กระโปรงใหม่..น้าตัดกระโปรงให้หนูนะ หนูจะพาน้าไปเลือกซื้อผ้าแบบที่หนูชอบ แล้วน้าตัดเสื้อแบบนี้ นี้ นี้ให้หนูนะ..หนูมีแบบที่อยากได้อยู่ในใจแล้ว หนูจะรอวันที่น้าแข็งแรง แล้วหนูจะพาน้าไปทานข้าวทานขนมอร่อย ๆ กัน

ฉันจดจำวันนั้นได้ดี ลูกชายของน้าโทรหาบอกว่าอยู่ต่างจังหวัด พาลูกศิษย์มาเข้าฐานลงพื้นที่ทำกิจกรรม ไม่สามารถกลับมาพูดคุยแผนการรักษากับคุณหมอตามที่แจ้งไว้ได้ ฉันจึงรับอาสามาคุยกับคุณหมอด้วยตัวเอง คุณหมอพูดให้ฟังว่า..คงยุติการรักษาด้วยเคมีบำบัดแต่เพียงเท่านี้ เพราะทุกครั้งที่คุณน้าได้ไป ร่างกายไม่ตอบสนองในการสร้าง แต่กลับทำลายล้างและติดเชื้อหนักขึ้น หนักขึ้น

 ทั้งๆ ที่ตัวยามีมาตรฐานสูงสุดเท่าที่คุณหมอเจ้าของไข้ทำเรื่องขออนุมัติมาให้ได้แล้ว

พอฉันฟังคำพูดนั้นจบ   เหมือนเป็นคำพิพากษาโรคของน้าในโลกใบนี้ 

ฉันเข้าใจในทุกคำพูดที่คุณหมอบอกให้ทราบ วันนั้นฉันขับรถกลับบ้านด้วยความรู้สึกคุมแค้นแน่นอก 

ฉันร้องไห้โฮอย่างที่ไม่เคยร้องแบบนี้มาก่อน  

ฉันเศร้า ฉันเสียใจเหลือประมาณ ภาพวันเก่าๆ ของฉันกับน้าผุดขึ้นมาทุกฉาก ทุกตอน 

ฉันอยากตะโกน..ฉันตะโกน ฉันอยากร้องไห้..ฉันร้องไห้ ฉันไม่แคร์ทุกสายตาที่มองผ่านกระจกรถเข้ามา 

ถ้าใครเห็นสภาพฉันตอนนั้น ฉันยอมรับ..ฉันกำลังเป็นบ้า

คืนนั้น ฉันนอนทำใจอยู่นาน.. ฉันต้องนับถอยหลัง..อีกแล้ว 

ไม่รู้อนาคตว่าเขาจะมาเอาน้ากลับไปเมื่อไหร่  ใจของฉันเหลือนิดเดียว 

ภาพของน้ายังคงติดตา นัยน์ตาเหม่อลอย ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ไม่มีโฟกัส 

หรือจริงๆ น้าไม่รับรู้เรื่องราวใดๆ แล้ว 

ก่อนกลับ  ฉันนั่งลงกุมมือน้าไว้นิ่ง รวบรวมความกล้าบอกกับน้าว่าไม่ต้องห่วงอะไรนะ หากอยากหลับให้สบาย ก็หลับเถอะ น้าทรมานมามากแล้ว น้าเป็นนางฟ้าของหนู หนูรักน้าที่สุดในโลก น้าจะอยู่ในความรักและความทรงจำของหนูตลอดไป ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน กี่วัน กี่เดือน กี่ปี มันไม่มีทางที่จะลบล้างความรัก ความผูกพันระหว่างเราลงไปได้

ฉันรู้สึกว่า.. น้ายังมีห่วง ยังกังวลอยู่..น้ากำลังคอยลูกชายและลูกสาวของน้าอยู่แน่ ๆ

จากนั้นไม่กี่วัน ลูกชายที่น้ารักสุดหัวใจกลับมา กระซิบบางอย่างข้างๆ หู บอกให้น้าหมดห่วง 

แล้ว….น้าก็ผ่านวาระไปอย่างสงบ ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน ไม่เจ็บอีกต่อไป เหลือแต่ความอาดูรของทุกคนในครอบครัว

สารภาพก็ได้.. ทุกวันนี้ ฉันยังไม่เชื่อว่าน้าจากฉันไปแล้ว บางเวลาที่ฉันเผลอ คิดถึงน้า ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหา..อยากโทรหาน้าแทบขาดใจ อยากได้ยินเสียง…แต่น้าไม่อยู่แล้ว น้ำตารื้นเต็มขอบตา ไหลนองหน้าทุกที

ใบไม้ใบที่สาม เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน ญาติฝั่งคุณพ่อ ไม่มีสัญญาณบ่งบอกล่วงหน้า คืนนั้นพี่ชายเจ็บแปลบที่หัวใจ ชีพจรหยุดเต้น ไม่มีอาการใดๆ นอนหลับสนิทและจากไป.. ใบไม้ร่วงไปอีกใบแล้ว

พี่ชายคนนี้ ฉันไม่สนิทมากนัก ทักทายได้แบบไกลๆ ห่างๆ แต่ก็เป็นคนใกล้ตัวที่จากไปแบบฉับพลัน 

มันจึงเป็นเรื่องน่าตกใจ

ใบไม้ใบที่สี่ เป็นคุณป้า..พี่สาวคนกลางของคุณพ่อ 

คุณป้าเป็นอัลไซเมอร์ เกรี้ยวกราดอาละวาด ขนของหนีออกจากบ้าน ออกฤทธิ์ออกเดชกับลูกหลานมาเยอะ ภายหลังหกล้ม ต้องนอนติดเตียง อยู่ในระยะถดถอยมานานหลายปีแล้ว ฉันรับรู้ ทำใจ เข้าใจได้ คุณป้าจากไปอย่างสงบ สบาย ไม่ทุรนทุราย ได้พักผ่อนชั่วกัลปาวสาน 

สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เรียงต่อกันมาทำให้ฉันได้คิดเรื่องใกล้ตัว เรื่องของ “ทุกข์” 

ทุกข์จากสิ่งที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รัก ทำให้เป็นทุกข์..

เรื่องนี้สอนฉัน    ไม่มีใครอยู่เหนือกฏธรรมชาติ เป็นธรรมดาของทุกสิ่งทุกอย่าง มาจากไหนกลับคืนสู่ ณ จุดนั้น

เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ เหมือนเมล็ดพันธุ์ในดิน แทงยอดเป็นต้นอ่อน เติบโตเป็นต้นแผ่กิ่งก้าน และแล้วใบไม้ปลิดปลิวทีละใบ จากนั้นไม้ใหญ่ก็ล้มร่วงโรยลา ย่อยสลายเป็นซากกลับคืนสู่ธาตุดิน ไม่มีความยั่งยืนใด ๆ เหนือไปกว่าธรรมชาติ

ธรรมชาติเป็นผู้ชนะทุกสิ่งสรรพ..เป็นธรรมดา

เราจะมองทุกอย่างเป็นธรรมดา หากว่า..มองแบบมีธรรมะ

ทุกอย่างล้วนเป็นสัจธรรม หลีกหนีไม่ได้ เข้าใจความเป็นไป…อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คงเหลือไว้แค่คุณงามความดี 

มาถึงตรงนี้.. ทำให้ฉันคิดได้ว่า.. ควรใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่ากับคนรักให้มากที่สุดเถอะ เพราะเราไม่มีโอกาสล่วงรู้ได้เลยว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นในวินาทีข้างหน้า เริ่มสร้างสมดุลในใจกัน แล้วเราจะไม่ต้องเสียใจในภายหลัง และไม่มีคำว่า “ถ้าหาก……………………..” อีกต่อไป


เรื่องก่อนหน้า เรื่องถัดไป

ใส่ความเห็น

keyboard_arrow_up